islampattana.pantown.com : อิสลามพัฒนา
[ลูกบ้านSignIn][เจ้าบ้านSignIn]
โรงเรียนอิสลามพัฒนา จังหวัดภูเก็ต
สมเด็จพระเทพฯ เสด็จฯเยี่ยม
แก่นแท้ของความสามัคคี
โรคภายในกับยาเสพติด
ลักษณะของผู้นำตามแบบรอซูล
มัสยิดในอดีตกับปัจจุบัน
การมุบัซเซ็ร
มั๊วะยีซาต
นี่คือแนวทางของเรา
หัวใจที่หลงลืมพระเจ้า
แด่เยาวชน
ความรักต่อพระเจ้าคือกุญแจไขปัญหาทั้งมวล
ยืนหยัดความรักซึ่งกันและกัน
หนังสือลำนำนาซีดอิสลาม
ยืนหยัดความรัก
ความยิ่งใหญ่ของการละหมาด
เพื่อเตือนความจำสำหรับลูกๆ ของฉัน
อ้อยที่ที่ไมหวาน
ฝากข่าวประชาสัมพันธ์
ตลาดซื้อขายแลกเปลี่ยน
MAWADDAH
ภาพโรงเรียน
ห้องสนทนา
khutbah idil fitri
อาวุธที่ทรงพลัง
การศึกษาที่ผิดพลาด
มาดูรูปนี้
มูลนิธิเพื่อภราดรภาพ
ซายะ
เอกซ์โปรที่สตูล
ห้องภาพ




[70611]


muslimthairadio

   แก่นแท้ของความสามัคคี

ความสมัครสมานสามัคคีของชนแต่กลุ่มชน มิใช่เป็นเพียงการรวมกันเฉพาะร่างกายภายนอก มิใช่เนื่องมาจาก การร่วมสมาคมธุรกิจเดียวกันหรือรวมอยู่ในกลุ่มองค์กรเดียวกันหรือรวมอยู่ในลัทธิความเชื่ออันเดียวกัน ความสามัคคีของมนุษยชาติที่แท้จริงแล้ว ก็มิใช่เนื่องจากการได้มาร่วมพบปะสังสรรค์กันตามงานต่างๆที่ได้จัดขึ้น ความสามัคคีอีกเช่นกันก็มิใช่เพราะการที่คนหลายคนได้มาร่วมกันในงานเทศกาลรื่นเริงต่างๆ เพราะความสามัคคีดังกล่าวทั้งหมดนั้นล้วนแล้วแต่อยู่ในรูปของภายนอกเท่านั้น ร่างกายภายของมนุษย์ไม่สามารถรับรู้และทำความเข้าใจในเรื่องต่างๆได้ แต่สิ่งที่จะรับรู้และทำความเข้าใจได้นั่นคือ สติปัญญา และสิ่งที่จะรับความรู้สึกได้นั่นก็คือจิตใจ
การพบกันของร่างกายภายนอกไม่มีความหมายอันใด
อีกทั้งยิ่งพบกันบ่อยมากเท่าไรก็ยิ่งมีใจที่ออกห่างมากขึ้นเท่านั้น
และนี่ก็คือความจริงที่ได้เกิดขึ้นในชีวิตของมนุษย์เราในทุกวันนี้
ซึ่งสามารถเห็นได้จาก ในกลุ่มองค์กรเดียวกัน ก็ยังเกิดปัญหาขัดแย้งระหว่างกัน ในกลุ่มองค์กรเดียวกัน ก็ยังมีการตั้งพรรคตั้งพวกกันในกลุ่มขึ้นมาอีก เพื่อต้องการทำลายโค่นล้มซึ่งกันและกัน
การร่วมธุรกิจการค้าด้วยกัน ก็ยังมีการขัดผลประโยชน์ จนนำไปสู่การแตกแยก เนื่องจากไม่มีการลงรอยกันในความคิด และจิตใจที่เหินห่างต่อกัน ดังนั้นเราทุกคนต่างก็ประจักษ์อันดีแล้วว่า ความสามัคคีที่แท้จริงนั้นอยู่บนรากฐานของจิตใจ นานๆ จะพบกันทีก็ไม่เป็นไร ถ้าหัวใจอยู่ใกล้กัน และมีความคิดที่สอดคล้องกัน
เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เพื่อก่อให้เกิดความสามัคคี ถึงแม้ว่าจะเป็นความสามัคคีของคนในกลุ่มองค์กร ของชนชาติหรือเผ่าพันธ์ ก็มิใช่เรื่องง่ายอีกแล้ว มันไม่ง่ายเหมือนกับคำพูดหรือคำขวัญต่างๆที่ตั้งขึ้นมา
นอกเสียจากคนที่ไม่มีความเข้าใจต่อความหมายของคำว่าสามัคคี

ความสามัคคีของมนุษย์เรานั้นสามารถแบ่งออกเป็น 4 ประเภทดังนี้คือ

1. ความสามัคคีที่ทำเพราะถูกบังคับ
เป็นความสามัคคีที่อยู่ในสภาพจำยอม ซึ่งมันจะไม่มีความยั่งยืน จะเป็นความสามัคคีแบบชั่วครั้งชั่วคราว นั่นคือเมื่อใดที่ถูกศัตรูรุกราน ก็เกิดการรวมตัวกันเพื่อเอาชนะกับข้าศึกศัตรูที่รุกราน แต่พอหลังจากนั้นก็หันกลับมาทะเลาะกันอีกเหมือนเดิม

2. ความสามัคคีที่ถูกบังคับโดยกฏเกณฑ์ต่างๆของประเทศเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สุขร่วมกันของคนในชาติ ถ้ามิเช่นนั้นมันจะเป็นผลร้ายของทุกๆคน ความสามัคคีประเภทนี้ก็ยังคงอยู่บนเพียงเงื่อนไขและกฏเกณฑ์ต่างๆ บางครั้งก็จำเป็นต้องแสดงละครเพื่อจะได้ไม่ถูกประเทศชาติลงโทษ

3. ความสามัคคีที่ในลักษณะของลัทธิความเชื่อ ซึ่งสังคมได้รับการปลูกฝังมาตั้งแต่อยู่ในชั้นประถม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความคลั่งไคล้ต่อลัทธิความเชื่อของตนเอง
ความสามัคคีประเภทนี้ค่อนข้างจะมั่นคงกว่าความสามัคคีดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น แต่มันก็ค่อนข้างจะเป็นอันตรายอยู่มากทีเดียว เพราะเมื่อใดที่ประชาชนเกิดความลุ่มหลงคลั่งไคล้ต่อลัทธิความเชื่ออย่างสุดโต่ง ในที่สุดมันก็จำนำซึ่งความขัดแย้งอย่างรุนแรงของคนในชาติเพราะเหมือนกับเป็นการสร้างศัตรู ดังเช่นที่เกิดขึ้นในสงครามโลกครั้งที่สอง
พวกเขาทำสงครามกันเพราะลัทธิความเชื่อของแต่ละคน
จนในที่สุด ความสามัคคีก็หมดความหมาย เพราะโลกต้องพินาศย่อยยับอันเนื่องมาจากความสามัคคีที่ยืนอยู่บนลัทธิความเชื่อดังกล่าว

ความสามัคคีที่ได้กล่าวมาทั้งหมดนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นความสามัคคีแบบผิวเผินภายนอกเท่านั้น ซึ่งยังคงในอย่ในขีดจำกัด
ความสามัคคีที่ยังคงใช้เพียงแค่ความคิดสติปัญญาอย่างเดียว โดยที่มิได้ให้ความสำคัญในเรื่องของจิตวิญญานและความรู้สึกแห่งหัวใจ
มันก็จะยังคงเป็นเพียงความสามัคคีที่หละหลวมขาดความมั่นคงและไม่มีความเป็นสากล
ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นก็ล้วนแล้วแต่มีสาเหตุมาจาก กิเลสและตัณหาของมนุษย์
เพราะด้วยการที่คนเรามีแต่ ความเย่อหยิ่ง ยะโส โอหัง, เห็นแก่ตัว, ละโมบ, มีความแค้น และอาฆาตพยาบาทต่อกันและกันนั่นเอง จึงทำให้มนุษย์แตกแยกกัน

ความสามัคคีดังกล่าวนั้น ไม่สามารถขจัดกิเลสตัณหาของมนุษย์ออกไปจากตัวได้
มันเป็นเพียงความสามัคคที่เกิดขึ้นภายนอกเท่านั้น ยังไม่ก่อให้เกิดความรู้สึกและผูกพันธ์ทางจิตใจ เป็นเพียงแค่ลักษณะของความจำยอมหรือถูกบังคับ

4. ความสามัคคีอีกประเภทหนึ่งที่มีความมั่นคงและเป็นความสามัคคีที่แท้จริง เป็นความสามัคคีที่มีความเป็นสากลและมีความเป็นศิลป
เป็นความสามัคคีที่อยู่ในลักษณะของจิตใจและความรู้จึก ซึ่งสามารถที่จะขจัดกิเลสตัณหา อันเป็นต้นเหตุที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งกันถึงแม้จะอยู่ในครอบครัวเดียวกัน มันเป็นความสามัคคีที่สามารถจะผูกมัดมนุษย์เข้าไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะต่างเชื้อชาติ สีผิว หรือ ต่างภาษก็ตาม
เพราะมันเป็นความสามัคคีที่มนุษย์ทุกคนเป็นเจ้าของ
ความสามัคคีในประเภทนี้ เป็นความสามัคคีที่ผูกมัดความคิดและจิตใจของมนุษย์เข้าไว้ด้วยกัน นั่นคือให้มนุษย์มีความเกรงกลัวและมีความรักต่อพระเจ้า ดังความต้องที่แท้จริงที่มีอยู่ในตัวของมนุษย์ทุกคน การมีความเกรงกลัวต่อพระเจ้า ก็จะช่วยยับยั้งมิให้กระทำในสิ่งที่ผิดต่อมนุษย์ด้วยกัน แล้วมันก็จะไม้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งซึ่งกันและกัน
การมีความรักและความเกรงกลัวต่อพระเจ้า ก็จะก่อให้เกิดความรักเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน อันนำไปสู่การมีมนุษยธรรม และการให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน
พระเจ้าเป็นของมนุษย์เราทุกคน ไม่ว่าเขาคนนั้นจะเป็นคนชนชาติใดหลือมีลิทธิความเชื่อแบบใด
ส่วนความสัมพันธ์หรือความสามัคคีที่อยู่บนพื้นฐานของลัทธิในแต่ละลัทธินั้น มันก็เป็นของลัทธินั้นแต่อย่างเดียว มิได้เป็นของมนุษย์ทุกคน อีกทั้งยังเป็นสิ่งที่มนุษย์ได้สร้างขึ้นมาเองทั้งนั้น
เช่นเดียวกัน ความสามัคคีที่อยู่บนพื้นฐานของกฏหมายหรือข้อบังคับ ก็ยังมีข้อบกพร่อง
แต่ถ้าเมื่อใดที่มีมนุษย์มีพระเจ้าด้วยกันทุกคนแล้ว
เมื่อมนุษย์ได้ทำตามพระเจ้าก็จะไม่เกิดการอิจฉาริษยา ไม่เกิดความเย่อหยิ่ง ไม่เกิดความละโมภ และกิเลสตัณหาอื่นๆ ที่ก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้งของมนุษย์

การมีความรักและความเกรงกลัวต่อพระเจ้า เป็นสิทธิความชอบธรรมของมนุษย์ทุกคน ซึ่งมันสามารถผูกมัดมนุษย์ไว้ด้วยกันได้
โอ้ มนุษยชาติทั้งหลาย ถ้าหากเรามีความต้องการให้เกิดความสามัคคีขึ้นมาระหว่างมนุษย์ด้วยกัน เราก็จำเป็นต้องมีความรู้ในเรื่องดังกล่าวนั้น

ความสามัคคีมิใช่เรื่องง่ายที่จะให้เกิดขึ้น มิใช่เพียงแค่คำพูดหรือได้ตั้งคำขวัญต่างๆขึ้นมาแล้ว สามารถก่อให้เกิดความสามัคคีขึ้นมาได้
ถ้าหากมนุษย์เรายังคงมีกิเลสตัณหาอยู่ในหัวใจ มันก็เป็นการยากที่ให้เกิดความสามัคคี ถึงแม้ว่าจะลัทธิความเชื่อแบบเดียวกัน หรือมีอุดมการณ์เดียวกันก็ตาม กิเลสและตัณหานี่เองก็จะคอยขัดขวางมิให้มนุษย์เกิดความสามัคคี
ดังนั้นถ้าหากเรายังคงนิ่งนอนใจ และปล่อยให้กิเลสตัณหาคอยครอบงำอยู่ในตัวของเราแล้ว ความพินาศมันก็จะตามมา
กิเลสและตัณหาสามารถขจัดออกไปได้ ด้วยการสร้างความรักและความเกรงกลัวต่อพระเจ้า
เพียงแค่การมีลัทธิความเชื่ออันเดียวกัน จะยังไม่สามารถควบคุมได้
เพราะกิเลสตัณหาคือที่มาของความขัดแย้งในระหว่างมนุษย์ด้วยกัน
และเรื่องกิเลสตัณหานี่อีกเช่นกัน ที่น้อยคนไม่ว่าจะเป็นชนชาติใด ไม่ค่อยจะให้ความสำคัญกัน