วิธีการเลี้ยงปลาทะเล !!
   สวัสดีครับ เพื่อนๆพี่ๆน้องๆ และทุกท่านในเว็บ จีนพูลฯ แห่งนี้

ผมเป็นคนนึงที่สนใจอยากจะเลี้ยงปลาทะเลขึ้นมา สะดุดตาด้วยสีสันที่สวยงามสดใสสะดุดตา ซึ่งที่ผ่านมาเคยเลี้ยงแต่ปลาน้ำจืดและสัตว์เลื้อยคลานมาบ้าง โดยประสบการณ์และความรู้ในการเลี้ยงปลาทะเล พูดได้เลยว่าไม่เคยมี เพราะฉะนั้นจึงได้แต่นั่งอ่านๆ ข้อมูลเก่าๆที่มีในเว็บนี้ และก็หา ๆ ข้อมูลที่อยากรู้ จากเว็บปลาทะเลต่างๆ ประกอบด้วยความรู้จากพ่อค้า-แม่ค้า ปลาทะเลที่มีประสบการณ์ แต่ฟังแล้วผิดบ้าง ถูกบ้าง ค่อยกลับมาคิดพิจารณากันที่หลัง
ความรู้ที่อ่านและศึกษาที่ผ่านหูผ่านตามา ผมจึงได้รวบรวมความรู้ ลำดับขั้นตอน วิธีการ และข้อมูลพื้นฐาน ความรู้ต่างๆมารวมในกระทู้นี้ สำหรับ ผู้ที่อยาก หรือแค่คิดอยาก หรือกำลังจะเป็นมือใหม่ ด้านการเลี้ยงปลาทะเล ให้ท่านที่สนใจได้เข้ามาศึกษากันก่อน...
โดย: บิว ^^y (kawaiiz ) [2 เม.ย. 54] ( IP A:49.49.93.147 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
   ลำดับขั้นตอนมีดังนี้

การวางแผนก่อนเลี้ยงปลาทะเล

การวางแผน
สิ่งหนึ่งที่จำเป็นและมีส่วนสำคัญมากที่จะช่วย ให้คุณประสบความสำเร็จ ในการเลี้ยงตู้ทะเลได้ นั้นก็คือการวางแผนล่วงหน้า หลายต่อหลายครั้งที่ผมเห็นเพื่อนๆมือใหม่ซื้อปลาทะเลเนื่องจากหลงใหลในความ สวยงามของมัน โดยที่ไม่รู้ว่าสัตว์เหล่านั้นมีวิธีการดูแลอย่างไร ซึ่งเป็นสาเหตุให้สัตว์เหล่านั้นต้องตายไปเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และยังทำให้สิ้นเปลืองเงินทองโดยเปล่าประโยชน์
ประสบการณ์ครั้งแรกในการเลี้ยงปลาทะเลของผมนั้นเป็นเรื่องที่ไม่น่าจดจำเท่า ไหร่นัก แต่ผมอยากจะเล่าไว้เพื่อเป็นอุทาหรณ์สำหรับเพื่อนๆมือใหม่ที่กำลังคิดจะ เริ่มเลี้ยงตู้ทะเล: ผมหลงใหลความสวยงามของปลาทะเลจากการได้เห็นรูปในเว็บไซต์ของเมืองนอก จนมันได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ผมคิดเริ่มที่จะเลี้ยงตู้ทะเลมีคำเตือนจาก หลายคนว่าตู้ทะเล้นเลี้ยงยากมากและมันก็เปรียบเสมือ

เป็นความท้าทายที่ทำให้ผมตั้งใจว่าจะต้องเลี้ยงให้ ประสบความสำเร็จให้ได้ ผมเตรียมตัวด้วยการหาหนังสือคู่มือต่างๆมาอ่านเพื่อที่จะปูพื้นฐานเอาไว้ บ้าง ในขณะที่รอตู้ปลามาส่งผมได้ไปซื้อตู้พยาบาลกับอุปกรณ์อื่นๆมาจัดเตรียมไว้รอ ที่บ้าน เมื่อทุกอย่างพร้อมผมก็ไปซื้อปลาผีเสื้อมาหนึ่งตัว โดยหวังว่าจะย้ายมันไปลงตู้ใหญ่ในที่สุด หลังจากที่ใส่ปลาลงในตู้ได้ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงผมก็เริ่มใส่สารเคมีปรับค่า pH ลงไปในตู้ตามคำแนะนำในหนังสือ แต่โดยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ทำให้ผมเทสารลงไปครึ่งกระป๋องสภาพน้ำที่เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน ทำให้ปลาผีเสื้อตัวนั้นจึงมีชีวิตอยู่กับผมได้เพียงหนึ่งคืน ผมรู้สึกเสียใจและท้อแท้เป็นอย่างมาก แต่มันก็กลับเป็นบทเรียนที่สำคัญที่ทำให้ผมหันมามุ่งมั่นที่จะศึกษาการ เลี้ยงตู้ทะเลย่างจริงจัง จนกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จของผมในปัจจุบัน
อยากเลี้ยงอะไร
สิ่งที่สำคัญที่สุดในการเลี้ยงการเลี้ยงตู้ทะเล้น ก็คือการวางแผนว่าคุณต้องการจะเลี้ยงอะไรบ้าง เพราะเป็นปัจจัยหลักที่สามารถนำพาคุณไปสู่ความสำเร็จหรือความล้มเหลวได้ วิธีง่ายๆก็คือการไปเดินดูตามร้านขายปลาและคอยจดรายชื่อสัตว์ที่คุณชื่นชอบ เพื่อนำกลับมาศึกษา หรือคุณอาจจะดูรูปตามเว็ปไซต์ต่างๆแทนก็ได้ เมื่อคุณได้ตัดสินใจว่าต้องการจะเลี้ยงอะไรแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือการศึกษาความต้องการของสัตว์ที่คุณได้เลือกไว้ก่อนที่จะ กระทำการใดๆต่อไป การศึกษาเกี่ยวกับสัตว์เล่านี้จะช่วยให้คุณรู้ถึงรายละเอียดความต้องการและ วิธีการดูแลสัตว์ของคุณ สัตว์ที่เลี้ยงยากมากๆก็ควรจะหลีกเลี่ยงเอาไว้หรือหาสัตว์อื่นที่เลี้ยง ง่ายกว่ามาแทน วิธีนี้จะทำให้สัตว์ในฝันของคุณมีบ้านที่แสนสุขอยู่ และช่วยให้คุณไม่สิ้นเปลืองไปกับอุปกรณ์ที่ไม่จำเป็น เป็นการประหยัดเวลาและเงินในกระเป๋าของคุณอีกด้วย

สิ่งที่ควรคำนึงถึง
-ขนาด ของตู้เหมาะสมกับสัตว์ที่คุณจะเลี้ยงหรือไม่ เช่นปลา Queen Angel คุณต้องเลี้ยงมันในตู้ที่มีปริมาณความจุน้ำมากๆอย่างต่ำประมาณ 680 ลิตร (ตู้ขนาดประมาณ 72 x 24 x 24) ถีงแม้ว่าคุณอาจจะเคยเห็นคนอื่นๆหรือที่ร้านเลี้ยงในตู้ที่เล็กกว่านี้ แต่มันก็ไม่ใช่สิ่งที่สมควรและคุณก็ไม่ควรจะเอาเป็นตัวอย่าง
-อาหาร คุณสามารถจัดหาอาหารที่เหมาะสมตามความต้องการของสัตว์นั้นๆได้หรือไม่
-แสงสว่าง ถ้าคุณมีแผนที่จะเลี้ยงปะการัง คุณสามารถให้แสงสว่างที่พอเพียงสำหรับการสังเคราะห์แสงได้หรือเปล่า และต้องคำนึงถึงค่าไฟฟ้าที่จะเพิ่มขึ้นและวิธีจัดการกับความร้อนที่เพิ่ม ขึ้นจากหลอดไฟด้วย
-เวลาและคนดูแล คุณสามารถจัดสรรเวลามาดูแลตู้ทะเลได้เพียงพอหรือไม่ และในกรณีที่คุณไม่มีเวลาหรือไม่อยู่บ้านจะมีใครช่วยดูแลแทนได้หรือเปล่า
ความพร้อม ของกระเป๋าสตางค์คุณที่จะรองงรับค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดหาอุปกรณ์ที่จำเป็น
เหตุผลที่ผมเลือกใช้คำว่า "ตู้ทะเล" แทนคำว่าตู้ปลาทะเลนั้นก็เพราะว่าเราไม่ได้เลี้ยงแค่ปลาเท่านั้น แต่เรากำลังสร้างระบบนิเวศน์ขนาดย่อมที่มีกระบวนการซับซ้อนมากมายเกิดขึ้น อยู่ตลอดเวลา ทั้งที่เรามองเห็นและมองไม่เห็น สิ่งหนึ่งที่มักนำมาซึ่งความล้มเหลวและความท้อแท้สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่ม เลี้ยงตู้ทะเลนั้นก็คือความใจร้อน ตู้ทะเลของเราจะสมบูรณ์ได้นั้นต้องอาศัยเวลานานมาก ไม่ใช่เพียง 2-3 อาทิตย์หรือ 5-6 เดือนแต่เป็นปีๆ แม้แต่ผู้เลี้ยงที่มีประสบการณ์ก็ยังยอมรับว่าระบบจะสมบูรณ์แบบและมี เสถียรภาพได้ต่อเมื่อมันมีอายุหลายปี ตู้ทะเลนั้นต้องใช้เวลาเตรียมการค่อนข้างนานก่อนที่จะสามารถรองรับสิ่งมี ชีวิตได้ และก็มีสัตว์หลายชนิดที่ไม่เหมาะกับการเลี้ยงในตู้ใหม่เพราะตู้ยังไม่มี เสถียรภาพดีพอ การลงปลาทีละหลายตัวและอย่างกระชั้นชิดก็อาจทำให้น้ำเสียได้ เพราะตู้อาจจะไม่สามารถรองรับของเสียที่เพิ่มขึ้นได้อย่างรวดเร็วในระยะเวลา อันสั้น
ภาพอันน่าหดหู่ที่ผมเห็นอยู่บ่อยครั้งก็คือมือใหม่แวะเข้าร้านปลาทะเล แล้วออกมากับตู้, เกลือ, อุปกรณ์ต่างๆ, และปลาเช่นปลา angel ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่าปลาเหล่านั้นคงต้องพบจุดจบที่อันแสนเศร้าเพราะยังไม่มี การเตรียมการใดๆทั้งสิ้นที่จะเลี้ยงปลาตัวนั้น บางครั้งคุณก็อาจจะอดไม่ได้ที่อยากจะได้ปลาหรือสัตว์ตัวนั้นกลับบ้านโดยที่ คุณยังไม่พร้อมที่จะเลี้ยงมัน อาจจะเป็นเพราะมันสวยงามมาก, หายาก, หมดเร็ว, หรือเพราะเหตุผลใดๆก็ตาม ซึ่งคำแนะนำของผมก็คือต้องอดใจรอครับ และจำเอาไว้เสมอว่ามันจะไม่ใช่ตัวสุดท้ายที่คุณจะได้เห็นและคุณก็มีโอกาสที่ จะได้นำมันกลับบ้านเมื่อเวลานั้นมาถึง

ถึงแม้ว่าจะมีผลิตภัณฑ์ต่างๆนานาที่สามารถช่วยร่นระยะเวลาในการปรับสภาพตู้ ให้พร้อมที่จะรองรับสิ่งมีชีวิตที่เราอยากจะเลี้ยง แต่ก็ไม่มีอะไรที่จะเร่งระบบให้มีความสมบูรณ์และมีเสถียรภาพได้นอกจากเวลา "ตู้ทะเลว่าจะได้มาซึ่งสิ่งดีๆต้องใช้เวลานานมาก แต่โศกนาฏกรรมและอุบัติภัยสามารถเกิดขึ้นได้ภายในพริบตาเดียว"

ค่าใช้จ่าย
ดูผิวเผินแล้วค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงตู้ทะเล้นอาจดู ไม่แตกต่างกับตู้ปลาน้ำจืดทั่วไป แต่จริงๆแล้วการเลี้ยงและดูแลตู้ทะเล้นมีค่าใช้จ่ายที่ซ่อนอยู่ค่อนข้างสูง มาก เพราะนอกจากอุปกรณ์พื้นฐานแล้ว ผู้เลี้ยงยังต้องซื้อ หินเป็น ระบบไฟ และอุปกรณ์หลายชนิดที่ออกแบบมาสำหรับตู้ทะเลโดยต้องมีความทนทานต่อน้ำเค็ม บางครั้งอุปกรณ์เหล่านี้ต้องนำเข้าจากต่างประเทศและไหนจะมีค่าไฟที่เพิ่ม ขึ้นอีก สำหรับผู้ที่มีความสามารถในการประดิดประดอยคุณก็อาจจะประหยัดค่าใช้จ่ายได้ หลังจากที่จัดตู้เสร็จเรียบร้อยแล้วก็ยังจะมีค่าใช้จ่ายในการดูแล ซื้อชุดตรวจสอบคุณภาพน้ำ เกลือหรือน้ำทะเลเพื่อการเปลี่ยนน้ำทุกๆเดือน หลอดไฟซึ่งควรเปลี่ยนทุกๆปี ค่าอาหาร และอีกสารพัดอย่าง
ข้อผิดพลาดที่พบเห็นได้บ่อยที่สุดกับผู้เลี้ยงมือใหม่ก็คือการพยายามประหยัด ค่าใช้จ่ายอย่างไม่ถูกต้อง เช่นการซื้ออุปกรณ์ต่างๆเพื่อให้พอเพียงกับความต้องการเพียงแค่ในเวลานั้น โดยที่ไม่มองการณ์ไกล ตอนที่ผมเริ่มเลี้ยงผมก็มีนิสัยที่ว่านี้เหมือนกัน ผมเริ่มจากการใช้หลอดฟลูออเรสเซนต์ 2 หลอด ปั๊มและอุปกรณ์จิปาถะราคาถูก เมื่อเวลาผ่านไปความต้องการที่จะเลี้ยงสัตว์อื่นๆที่ต้องสังเคราะห์แสงทำให้ ผมต้องเปลี่ยนมาใช้ไฟ 4 หลอดซึ่งก็ต้องยุ่งยากกับการจัดเรียงและติดตั้งหลอดเข้าไปในฝาใหม่ และในที่สุดก็เปลี่ยนไปเป็นระบบไฟ Metal Halide ความร้อนที่เพิ่มขึ้นก็ทำให้ผมต้องทำฝาตู้ใหม่เพื่อติดตั้งพัดลมเข้าไป ปั๊มบางตัวก็เสียและอุปกรณ์หลายอย่างก็หมดความจำเป็นไป (ปัจจุบันตู้ใต้อ่างล้างมือของผม กลายเป็นสุสานอุปกรณ์ตู้ปลาไปแล้ว) ผมเสียทั้งเงินและเวลาไปมาก ถ้าผมได้มีการวางแผนระยะยาวตั้งแต่เริ่มต้น มีการเลือกอุปกรณ์ที่เหมาะสม เลือกใช้อุปกรณ์ที่มีคุณภาพดี ผมคงสามารถประหยัดเงินได้หลายหมื่นบาททีเดียว
อุปกรณ์และผลิตภัณฑ์ต่างๆสำหรับการเลี้ยงตู้ทะเล้นมีอยู่มากมายบ้างก็มี คุณสมบัติและประโยชน์ตามที่มีการโฆษณา แต่อีกหลายชนิดก็เป็นเพียงแค่คำโฆษณาชวนเชื่อและไม่ได้มีประโยชน์เลย ในฐานะผู้บริโภคที่ดีคุณควรจะศึกษาเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ต่างๆอย่างรอบคอบ ปรึกษาผู้มีประสบการณ์ ตั้งคำถามและข้อสงสัยเกี่ยวกับคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์แต่ละชนิด (จากประสบการณ์ของผม ผู้ขายมากกว่า 90%ไม่รู้ว่าตัวเองขายอะไรอยู่) ผลิตภัณฑ์ที่มีบรรจุภัณฑ์สวยงาม นำเข้าจากเมืองนอกหรือมีผู้ใช้จำนวนมากไม่ได้หมายความว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ดี หรือควรหามาใช้
ให้เวลากับตู้ของคุณ
ท้าย ที่สุดสิ่งที่หลายคนมองข้ามในการเลี้ยงตู้ทะเลก็คือการให้เวลาและความเอาใจ ใส่ ผมหมายรวมถึงการสำรวจความเรียบร้อยในตู้ เปลี่ยนน้ำ ซ่อมแซมทำความสะอาดอุปกรณ์ต่างๆและอื่นๆ ซึ่งต้องใช้เวลามากพอสมควร ตั้งแต่ผมเลี้ยงมาผมพบว่าตัวเองใช้เวลากับตู้โดยเฉลี่ยอย่างน้อยวันละ 30 นาที และมากกว่า 2 ชั่วโมง ในวันหยุด ยิ่งไปกว่านั้นผมเริ่มเดินทางน้อยลงเพราะความเป็นห่วงทะเลน้อยๆของผม การวางแผนที่ดีมีการใช้อุปกรณ์หลายอย่างที่มีระบบเปิดปิดอัตโนมัติจะช่วย อำนวยความสะดวกให้คุณได้มาก (ผู้เขียนบทความกล่าวไว้)
โดย: kawaiiz [2 เม.ย. 54] ( IP A:49.49.93.147 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
   สิ่งที่ควรรู้ก่อนเลี้ยงปลาทะเล

แสงสว่าง

เรื่องระบบแสงไฟนั้นหากตู้ทะเลของคุณมีแผนที่จะเลี้ยงเฉพาะปลาอย่างเดียว แต่ใช้ปะการังเทียมประดับตู้ ควรใช้หลอดฟลูออเรสเซนต์สีแสงอาทิตย์เทียม คู่กับหลอดไฟสีม่วง จะทำให้ตู้ดูสวยงาม แต่หากคุณจะเลี้ยงพวกปะการังก้นตู้ด้วยล่ะก็ ควรใช้ไฟที่มีความสว่างสูงกว่าหลอดนีออนซ์ธรรมดา เพราะปะการังบางชนิดจะต้องใช้ไฟที่แรงในการสังเคราะห์แสง (ดูรายละเอียดที่หน้า อุปกรณ์ที่จำเป็นฯ)

อุณหภูมิ

เรื่องอุณหภูมิของน้ำในตู้ ปกติควรอยู่ที่ไม่เกิน31องศาเซลเซียส ในกรณีที่เลี้ยงปลาอย่างเดียว แต่หากคุณจะเลี้ยงปะการังก้นตู้ด้วยแล้วล่ะก็ ควรจะใช้เครื่องทำความเย็น หรือติดแอร์ในห้อง ทำให้น้ำในตู้มีอุณหภูมิอยู่ในช่วง 25-27 องศาเซลเซียส และไม่ควรตั้งตู้ให้โดนแดด เพราะแสงแดดมีพลังงานความร้อนสูง อาจทำให้อุณหภูมิของน้ำเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน ซึ่งมีผลเสียต่อปลาและปะการังทั้งสิ้น

ความเค็มของน้ำทะเล

ค่าความเค็มของน้ำทะเลที่เราจะนำมาใช้เลี้ยงปลานั้นควรมีความเค็มอยู่ ที่35ppt แต่การวัดค่าความเค็มทำได้ยาก ค่าความเค็มของน้ำทะเลจึงนิยมบอกเป็นความหนาแน่นสัมพัทธ์ ซึ่งค่าความหนาแน่นของน้ำเรียกว่าค่าSpecific gravity ซึ่งค่าความหนาแน่นของน้ำจะมีความสัมพันธ์กับค่าความเค็ม กล่าวคือยิ่งน้ำเค็มเท่าไหร่ความหนาแน่นของน้ำก็จะมีมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งค่าความหนาแน่นของน้ำทะเลควรจะอยู่ในช่วง 1.20-1.25 เครื่องมือวัดความหนาแน่นของน้ำทั่วไปจะมี2แบบคือ แบบกระเปาะแก้วลอยดิ่งอยู่ในน้ำ ซึ่งระดับที่ลอยตัวอยู่จะเป็นตัวบอกค่าความหนาแน่น อีกแบบหนึ่งคือแบบกล่องพลาสติกใส ด้านในมีเข็มชี้วัดค่าความหนาแน่นของน้ำทะเลในตู้ โดยวางเครื่องมือวัดให้ขนานกับผิวน้ำ ไม่เอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง ระดับความกดดันจะเป็นตัวดันเข็มให้ชี้ไปยังค่าที่ถูกต้อง

Ammonia คืออะไร

แอมโมเนียเป็นสารที่เกิดจากการย่อยสลายของโปรตีนใน น้ำ กล่าวคือของเสียที่ปลาถ่ายออกมาจะถูกย่อยสลายเป็นแอมโมเนียและแตกตัวผสมอยู่ ในน้ำ ซึ่งแอมโมเนียเป็นพิษต่อปลาและปะการัง เพราะหากมีปริมาณแอมโมเนียในน้ำมาก ก็คือน้ำเน่านั่นเอง แอมโมเนียจะถูกกำจัดได้โดยแบคทีเรียชนิดแรกคือ Nitrosomas จะย่อยสลายแอมโมเนียให้เป็นไนไตรท์ซึ่งมีพิษน้อยกว่า

Nitrite คืออะไร

ไนไตรท์คือผลลัพธ์ที่ได้จากการย่อยสลายแอมโมเนียของแบคทีเรียชนิดแรก ซึ่งไนไตรท์จะมีพิษน้อยกว่าแอมโมเนียแต่หากมีไนไตรท์เป็นปริมาณมากๆก็จะส่ง ผลร้ายต่อปลาและปะการังอย่างแน่นอน ไนไตรท์สามารถกำจัดได้ โดยแบคทีเรียที่ชื่อ Nitrobacter ซึ่งจะย่อยสลายไนไตรท์ให้เป็นไนเตรทกระบวนการย่อยสลายของเสียทั้ง2ชนิดข้าง ต้นรวมกันเรียกว่ากระบวนการ Nitrification ซึ่งจะย่อยสลายแอมโมเนียเป็นไนไตรท์ และไนไตรท์เป็นไนเตรทปกติ แล้วจะมีชุดอุปกรณ์สำหรับทดสอบค่า แอมโมเนีย และ ไนไตรท์ ในน้ำ อย่างไรก็ตามค่าที่วัดได้ ควรจะวัดได้ 0 หรือต่ำกว่า0.3 กล่าวคือพยายามให้ค่าใกล้เคียง 0ให้มากที่สุด เพราะหากยิ่งค่านี้มีสูงเท่าใดก็เท่ากับว่ามีของเสียในน้ำมากเท่านั้น ซึ่งแน่นอนว่าเป็นผลเสียมากกว่าผลดี ปกติแบคทีเรียจะมีอยู่ในน้ำกล่าวคือ เกิดเองได้ แต่เดือนแรกที่ตั้งระบบใหม่ๆควรใส่จุลินทรีย์น้ำลงไปทุกสัปดาห์ เพื่อให้ไปอาศัยตามซอกหิน ทราย และปะการัง เพื่อให้พร้อมที่จะคอยย่อยสลายของเสียในตู้นั่นเอง
โดย: kawaiiz [2 เม.ย. 54] ( IP A:49.49.93.147 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
   PH คืออะไร

ค่าPH คือค่าความเป็นกรด-ด่างของน้ำ ซึ่งในน้ำจืดจะมีค่านี้เท่ากับ7 ส่วนในน้ำทะเลที่เราสามารถใช้นำมาเลี้ยงปลาทะเลได้นั้น ต้องมีค่าPHอยู่ในช่วง 8.0-8.6 ซึ่งค่าPH จะมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เนื่องจากการที่สาหร่าย แพลงตอนพืช และปะการังนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปลาหายใจออกมาไปใช้ในการสังเคราะห์แสง และเปลี่ยนเป็นก๊าซออกซิเจน จึงเป็นเหตุทำให้ค่า PH จะขึ้นสูงในเวลากลางวัน ส่วนในเวลากลางคืนทั้งพืชและสัตว์จะแข่งกันหายใจเอาก๊าซออกซิเจนและคายก๊าซ คาร์บอนไดออกไซด์อกมาจึงเป็นเหตุให้ค่าPH ลดต่ำลงในเวลากลางคืน
***สำหรับตู้ใหม่ค่า PH นี้จะมีการแกว่งตัวอย่างฉับพลัน และเร็วมาก (เปรียบเทียบได้กับดาวพุธ ซึ่งกลางวันมีอุณภูมิสูงถึง1000กว่าองศา แต่พอกลางคืน อุณหภูมิกลับติดถึง –200กว่าองศาซึ่งแน่นอนว่าไม่มีสิ่งมีชีวิตใดอาศัยอยู่ได้อย่างแน่นอน แต่เมืองไทยเรากลางวันอุณหภูมิประมาณ32-34 องศา กลางคืนอุณหภูมิประมาณ28-25องศา จะเห็นได้ว่าความเปลี่ยนแปลงทางอุณหภูมิน้อยมาก)เช่นเดียวกับน้ำในตู้ใหม่ กลางวันขึ้นไปแตะ8.6 หรืออาจจะสูงกว่านั้น แต่กลางคืนกลับตกลงไปถึง8.0หรือต่ำกว่านั้น จึงเป็นการเสี่ยงต่ออันตรายหากปล่อยปลาลงตู้ในช่วงนี้ แต่ตู้ปลาที่เดินระบบไว้ประมาณ1เดือน หรือตู้ปลาทะเลที่เลี้ยงมา6เดือน หรือ1 ปี ค่าการแกว่งตัวของ PH นี้จะต่ำ กล่าวคือจะมีความคงที่ของค่าPHสูงขึ้นเราเรียกว่า ความสเถียร ของน้ำนั่นเอง
แล้วทำไมถึงเป็นเช่นนั้น? คุณอาจสงสัยว่าทำไมเวลาผ่านไปนานค่าPHจะมีการแกว่งตัวน้อยลง
ต่อไปนี้คือคำตอบ สิ่งที่ทำให้การแกว่งตัวของค่าPHมีน้อยลงคือAlkalinity(KH)

Alkalinity

Alkalinity คือ ค่าความเป็นด่าง และความกระด้างของน้ำ ค่านี้จะเป็นตัวบ่งบอกถึงความสามารถของน้ำในตู้ในการรักษาความเป็นกรดด่าง ไม่ให้ตก ได้ดี กล่าวง่ายๆคือ ช่วยต่อต้านหรือควบคุมการแกว่งตัวของค่าPHให้อยู่ในระดับต่ำจนถึงต่ำมาก ในตู้ปลาทะเลค่า Alkalinity จะมีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ เป็นผลมาจากการสะสมของเสียต่างๆที่อาศัยอยู่ในตู้ โดยประมาณแล้วควรรักษา Alkalinity ของระบบไม่ให้ต่ำกว่า 2.5 มิลลิกรัม/ลิตร

หินเป็น คืออะไร?

หินเป็นคือหินที่เกิดจากซากปะการังที่ตายแล้วทับถมกันนานๆเข้าจนกลายเป็นหิน และภายในหินเป็นนั้น จะมีรูพรุนมากมาย ซึ่งรูเหล่านั้น มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อตู้ปลาทะเล เพราะจะเป็นที่อยู่อาศัยของแบคทีเรียมากมาย เพื่อให้มันได้อาศัยและขยายพันธุ์ เพื่อที่จะทำหน้าที่สำคัญในตู้เราคือ ย่อยสลายของเสียที่ปลาและปะการังก้นตู้ขับถ่ายออกมานั่นเอง คำว่า"หินเป็น"ต้องเป็นหินที่นำขึ้นมาจากทะเลแล้วมีการเลี้ยงน้ำอยู่ตลอด เวลา โดยจะมีเชื้อแบคทีเรียตามธรรมชาติติดมากับหิน และสามารถแพร่พันธุ์อยู่ในตู้ของเราได้ แต่หากนำขึ้นมาแล้วตากแห้งไว้ มันก็คือ"หินตาย"ธรรมดาที่ไม่มีประโยชน์อะไรเลย

พอต

พอตมีมากมายหลายชนิด เป็นสัตว์ตัวเล็กๆที่อาศัยอยู่ในทะเล กล่าวคือ มันก็คือแพลงตอนชนิดหนึ่ง สัตว์เหล่านี้มีประโยชน์ต่อตู้ปลาทะเลไม่น้อย เพราะ หากตู้ทะเลของคุณนั้นมีระบบ เรฟูเจี้ยม พอตก็จะสามารถแพร่ขยายพันธุ์ และล้นเข้าสู่ตู้ที่คุณเลี้ยงปลา ซึ่งจะเป็นอาหารตามธรรมชาติอย่างดีให้ปปลาคุณกินเป็นอาหารว่าง

สาหร่าย

สาหร่ายทะเลนั้นมีหลายชนิด ทั้งสาหร่ายใบเฟิร์น สาหร่ายองุ่น สาหร่ายแดง ฯลฯ สาหร่ายเหล่านี้มีประโยชน์ต่อตู้ทะเลไม่น้อยเช่นกัน เพราะมันสามารถดูดซับของเสีย แอมโมเนีย และไนไตรท์ และฟอสเฟต เข้าไปเพื่อใช้เป็นส่วนประกอบในการสังเคราห์แสงเพื่อสร้างอาหารให้ตัวมันเอง กล่าวคือมันสามารถกรองของเสียในน้ำได้ส่วนหนึ่ง สาหร่ายที่นักเลี้ยงนิยมใช้กันคือ สาหร่ายพวงองุ่น ซึ่งสาหร่ายชนิดนี้มีการเจริญเติบโตที่เร็วมาก ดังนั้นประสิทธิภาพในการดูดซับของเสียของมันก็มีมากเช่นกัน โดยทั่วไปแล้วมักจะใส่สาหร่ายในตู้ เรฟูเจี้ยม เพราะหากใส่ในตู้ที่คุณเลี้ยงปลา(ตู้หลัก)แล้วสาหร่ายจะโตเร็วและบดบังแสง ที่จะส่องลงปะการัง หรือไม่ก็ปลาบางชนิดเช่นปลาตระกูลแทงค์ มักจะกินสาหร่ายเหล่านี้เป็นอาหารหลัก และเมื่อสาหร่ายโตขึ้น ควรจะตัดออกให้เหลือน้อยลง เพราะหากไม่มีการตัดออก มันจะมีการดูดซับของเสียที่สูง หากมากปริมาณของเสียในตู้ไม่เพียงพอต่อความต้องการของมัน มันจะตายทั้งต้น ทำให้ของเสียที่มันเคยดูดซับเอาไว้ละลายออกมาปะปนอยู่ในน้ำ ทำให้น้ำขุ่นได้
โดย: kawaiiz [2 เม.ย. 54] ( IP A:49.49.93.147 X: )
ความคิดเห็นที่ 4
   *** การเลือกซื้อหินเป็น

หินเป็นคือ หินที่มีสิ่งมีชีวิตอยู่ในหิน ซึ่งเป็นหินที่มีรูพรุนข้างใน เป็นจำนวนมาก เช่น ปลาดาวเปราะ แบคทีเรีย หนอนทะเล ไส้เดือนทะเล แพลงตอน ปู หอย เป็นต้น และบางทีจะมีกั้ง เข้าไปอยู่ ตามซอกและรูของหินเป็น ให้ตรวจสอบดูให้ละเอียดก่อนซื้อมา เนื่องจาก กั้ง เป็นสัตว์ที่อันตรายต่อตู้ปลาทะเลมาก มันกิน ปู หอย และปลาเป็นอาหาร

หินเป็น เกิดจากการทับถมของซากปะการังที่ตายแล้ว จึงทำให้ภายในหินเป็นมีรูพรุนเป็นจำนวนมาก บริเวณผิวของหินเป็นจะมี Nitifying Bacteria อาศัยอยู่ (เป็นแบคทีเรียที่เปลี่ยนแอมโมเนียมให้เป็นไนไตรต์และเปลี่ยนไนไตรต์ให้เป็นไนเตรต) และภายในของหินเป็นจะมี Denitrifying Bacteria อาศัยอยู่ ซึ่งเป็นที่ๆ ออกซิเจนเข้าไปได้น้อยมาก (เป็นแบททีเรียที่เปลี่ยนแปลงไนเตรตเป็นสารประกอบ) ซึ่งทำให้ระบบสลายของเสียของตู้จะสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น
หินเป็น เป็นสิ่งสำคัญสำหรับตู้ปลาทะเลอย่างมาก ทุกตู้อย่างน้อยต้องมีหินเป็น1-2ก้อน เพื่อเป็นที่อยู่ สำหรับ แบคทีเรีย แพลงตอน และ ปลา จะทำให้ปลาเครียดน้อยลง แล้ว จะเป็น ตัวที่สามารถ กำจัด ไนเตรท แอมโมเนีย ได้ดี หินเป็น สำคัญมากถ้าไม่มีทรายเป็น ถ้าเรามีทรายธรรมดา เรามีหินเป็น ผ่านไป 1เดือน ทรายเหล่านั้น ก็จะมี สิ่งมีชีวิตลงไปอยู่ จากหินเป็น เช่น แบคทีเรีย และ หนอนทะเล

วิธีเลือกหินเป็นสำหรับตู้ปลาทะเล
1. หินต้องไม่มีกลิ่นเหม็นเน่า
2. หินต้องไม่ขึ้นรา
3. หินต้องพยายามเลือกชิ้นที่มีตะไคร่เกาะอยู่น้อยๆจะดีกว่า
4. ถ้าหินเป็นมี พวก algae หรือ สีม่วงๆ ตามหินเป็น จะเป็นหินที่ดี
5. ถ้ามีพวก ปะการังบางชนิดติดหินได้ก็ยิ่งดีครับ อย่างเช่นพวก เห็ด หรือกระดุม
6. ควรเลือกหินเป็น ที่ร้านที่มี ถังพักหินเป็น จะดีกว่า
7. หินเป็น ควรจะอยู่ในน้ำเวลาเราซื้อไม่ใช่ แห้งแล้ว สิ่งมีชีวิตจะตายเรียบร้อย
8. เวลา นำหินเป็นกลับบ้านควรที่จะมีอะไรห่อไว้อย่างเช่นหนังสือพิมพ์เปียกๆ เพื่อให้หินมีความชุ่มชื่น สิ่งมีชีวิตจะได้ไม่ตาย
9.ถ้าพบกั้งหรือปูอยู่ตามซอกหินไม่ควรนำหินก้อนนั้นกลับมา
โดย: kawaiiz [2 เม.ย. 54] ( IP A:49.49.93.147 X: )
ความคิดเห็นที่ 5
   ระบบกรองที่ใช้ในตู้ปลาทะเล

ระบบ wet-dry (ระบบไบโอบอล)
การกรองโดยใช้ Bio-ball เป็นที่นิยมใช้กันมากที่สุดในบ้านเรา ซึ่ง Bio-ball นั้นจะเป็นที่อยู่อาศัยของแบคทีเรียที่ทำหน้าที่ย่อยสลายแอมโมเนียและไน ไตรท์ โดยที่น้ำจากตู้จะไหลลงมาบน Bio-ball และแตกกระจายเป็นหยดเล็กๆผสมกับอากาศ ทำให้น้ำในช่อง Bio-ball มีปริมาณอ๊อกซิเจนสูง ซึ่งเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตและสืบพันธุ์ของ Nitrifying Bacteria
ข้อเสียของระบบกรองที่ใช้ Bio-ball นั้นก็คือมันไม่สามารถกำจัดสารไนเตรตได้ เพราะ Denitrifying Bacteria ที่สามารถย่อยสลายและเปลี่ยนไนเตรตให้เป็นเป็นก๊าซไนโตรเจน จะอยู่ได้ในสภาพแวดล้อมที่ๆมีอ๊อกซิเจนต่ำมากเท่านั้น (Anaerobic) ซึ่งตรงกันข้ามกับ Bio-ball ที่มีอ๊อกซิเจนอยู่เต็มเปี่ยม ดังนั้นการใช้ Bio-ball จะสามารถทำให้เกิดการสะสมของไนเตรตได้ ไนเตรตในปริมาณน้อยอาจจะไม่เป็นไร แต่ในปริมาณมากอาจทำให้ปลาและปะการังไม่แข็งแรง เป็นโรคง่าย อีกทั้งไนเตรตยังเป็นปุ๋ยทำให้ตะไคร่เกิดขึ้นเร็วอีกด้วย ถ้าหากคุณเลือกที่จะใช้ Bio-ball คุณจะต้องคอยวัดระดับไนเตรตอย่างสม่ำเสมอ และเปลี่ยนน้ำเมื่อไนเตรตสูงขึ้น
ในระบบwet-dryนั้นจะมีส่วนที่เพิ่มจากระบบข้างต้นคือ ไบโอบอล เพิ่มส่วนล่างลงมาอีกชั้นหนึ่งคือส่วนที่จมน้ำ ส่วนนี้จะใส่ปะการังเทียมหรือเศษปะการังหัก เพื่อที่จะให้ Denitrifying Bacteria อาศัยและกำจัดไนเตรทที่หลงเหลือมาจากระบบไบโอบอลอีกครั้งหนึ่ง
(จากหนังสือตู้ทะเล+ไทยรีฟ)

ระบบ Berlin

Berlin System หรือการนำเอาหินเป็นและ Protein Skimer มาใช้ในตู้ทะเลนั้น เริ่มขึ้นในประเทศเยอรมัน และต่อมาได้รับความนิยมมากในเอมริกาและยุโรป เพราะว่าเป็นระบบที่จำลองสภาพแวดล้อมในตู้เหมือนกับในธรรมชาต ทำให้สามารถเลี้ยงสิ่งมีชีวิตหลายชนิดที่ก่อนหน้านั้นถือว่าเลี้ยงยากมาก
หินเป็นโดยทั่วไปแล้วคือซากปะการังแข็งที่ตายแล้วทับถมกันจนมีลักษณะคล้าย ก้อนหิน ภายในหินเป็นจะมีโพรงเล็กๆเป็นจำนวนมากทำให้มีน้ำหนักเบา และนอกจากจะเพิ่มความสวยงามให้แก่ตู้แล้ว ยังมีความสำคัญต่อระบบนิเวศน์เป็นอย่างมากเพราะเป็นที่อยู่ของสิ่งมีชีวิต ขนาดเล็กตั้งแต่ แบคทีเรีย แพลงตอน ไปจนถึง ปู กุ้ง ฟองน้ำ ไส้เดือนทะเล สาหร่าย และอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นมีความสำคัญมากในการสร้างระบบนิเวศน์ที่สมบูรณ์ สัตว์บางชนิดอาจจะลงไปอาศัยอยู่ในพื้นทรายด้วยก็ได้ และสามารถสืบพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว
ที่พื้นผิวของหินจะเป็นที่อยู่ของ Nitifying Bacteria และภายในโพรงข้างในหิน จะมีการไหลเวียนของน้ำต่ำมากทำให้อ๊อกซิเจนเข้าไปไม่ถึง (หรือถึงน้อยมาก) ทำให้ Denitrifying Bacteria สามารถอยู่อาศัยได้ ทำให้กระบวนการ Denitrification หรือย่อยสลายไนเตรตให้เป็นก๊าซไนโตรเจนนั้นมีประสิธิภาพสูง จำนวนหินเป็นที่จะต้องใช้นั้นขึ้นอยู่กับขนาดของตู้และความสวยงามในการจัด
ในทะเล จะมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ในหินเป็นๆจำนวนมาก แต่กว่าที่หินจะมาวางขายอยู่ในร้าน มันจะต้องถูกนำขึ้นมาเหนือน้ำ กองอยู่บนท่า ซึ่งกว่าหินจะมาถึงมือคุณ สิ่งมีชีวิตจำนวนหนึ่งอาจจะตายลงทำให้เกิดการเน่าเสีย ดังนั้นก่อนนำหินไปใช้จะต้องทำการบำบัดหินก่อน บางร้านจะแนะนำให้ใช้น้ำจืดล้างซึ่งเราไม่เห็นด้วย เพราะจะทำให้สิ่งมีชีวิตที่มีประโยชน์ต้องตายลงไปอีก

โปรตีนสกิมเมอร์

Protein Skimmer ทำงานโดยการผลิตฟองอากาศขนาดเล็กจำนวนมากผสมเข้ากับน้ำ ทำให้เกิดเป็นโฟมขึ้นที่หน้าผิวน้ำ สิ่งสกปรก, สารอินทรีย์, และคราบโปรตีน จะเกาะอยู่ที่หน้าผิวฟองระหว่างน้ำและอากาศ และโฟมสกปรกจะล้นออกมาในถ้วยที่สามารถถอดออกและนำไปทำความสะอาดได้
Skimmer ไม่ใช่สิ่งจำเป็นแต่จะช่วยทำให้สภาพน้ำดีขึ้นในตู้ที่มีปริมาณสิ่งมีชีวิต อยู่เป็นจำนวนมาก ถ้าคุณมีปลาหรือปะการังน้อยและขยันเปลี่ยนน้ำทุก 3-4 อาทิตย์ หรือใช้ระบบกรอง ATS คุณก็อาจจะไม่มีความจำเป็นต้องใช้ Skimmer (จากไทยรีฟ)
โดย: kawaiiz [2 เม.ย. 54] ( IP A:49.49.93.147 X: )
ความคิดเห็นที่ 6
   ระบบ ATS

ระบบกรอง ATS ซึ่งย่อมาจากคำว่า Algae Turf Scrubber เป็นเทคโนโลยีการบำบัดน้ำที่คิดค้นขึ้นโดย Dr. Walter H. Adey แห่งสถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล Smithsonian Marine Systems Laboratory (Washinton, D.C.) ซึ่งใช้อยู่ในพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ Smithsonian Institution (Washinton, D.C.) และ Great Barrier Reef Aquarium (Townsville, Australia) มามากว่า 10 ปีแล้ว
ATS จะอาศัยสาหร่ายพันธุ์ที่มีขนาดเล็ก (Microalgae) ในการซึมซับอินทรีย์สารและอนินทรีย์สาร ซึ่งรวมถึง Ammonia, Nitrite, Nitrate, Phosphate และธาตุเหล็กต่างในน้ำ โดยมีต้นกำเนิดมาจากสิ่งที่เราใส่ลงไปในตู้ปลา ไม่ว่าจะเป็น อาหาร แสงสว่าง ไวตามิน ฯลฯ ถ้าปราศจากการนำของสารเหล่านี้ออกจากระบบอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ของเสียในระบบจะสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ และในปริมาณที่มากก็อาจจะเป็นพิษต่อสิ่งมีชีวิตหลายชนิด สาหร่ายใน ATS จะนำสารเหล่านี้มาสร้างเป็นลำต้นของและมีอัตราการเจริญเติบโตที่เร็วมาก
ATS นั้นกำลังได้รับความนิยมมากขึ้นในหมู่ผู้เลี้ยงปลาทะเล เพราะนอกจากการบำบัดน้ำได้แล้ว สาหร่ายยังช่วยเพิ่มปริมาณอ๊อกซิเจนในน้ำ และยังเป็นที่อยู่ของสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กหลายขนิดกด้วย แต่เหตุผลที่ยังไม่ใช้กันอย่างแพร่หลายมากนักก็เพราะการติดตั้ง ATS ทำได้ยากกว่าระบบกรองน้ำแบบอื่น โดยหัวใจสำคัญก็คือการสร้างคลื่นเป็นจังหวะและใช้ไฟที่มีความสว่างมาก
ไฟในระบบ ATS จะเปิดในช่วงเวลากลางคืนสวนทางกับไฟในตู้โชว์ ซึ่งจะทำให้ค่า pH และอ๊อกซิเจนในระบบคงที่อยู่ตลอดเวลา สาหร่ายจะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติถ้าหากมีแสงและสารไนโตรเจนในน้ำอย่างพอ เพียง เมื่อสาหร่ายโตได้ขนาดก็จะต้องเก็บเกี่ยวไปทิ้ง เพื่อนำเอาสารต่างๆที่สะสมอยู่ในลำต้นสาหร่ายออกจากตู้ (export) และทำให้ต้นอ่อนที่มีความสามารถในการซึมซับสูงกว่าเกิดมาแทน
ATS ที่ทำขึ้นเอง โดยใช้ที่สร้างคลื่นแบบ Carlson ซึ่งจะส่งคลื่นมานาทีละ 4 ครั้ง ครั้งละประมาณ 10 วินาที ไฟที่ใช้คือหลอดตะเกียบ 36 W วางห่างจากแผ่นสาหร่ายประมาณ 5 นิ้ว ซึ่งจะเปิดตอน 17.00 และปิดตอน 12.00 แผ่นที่ปลูกสาหร่ายเป็นมุ้งลวดพลาสติก (จากไทยรีฟ)

ระบบ Refigium

คำว่า Refugium (อ่านว่า เร-ฟู-เจี้ยม) แปลว่าที่อยู่อาศัยสำหรับสิ่งมีชีวิต ที่ปลอดภัยจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม ซึ่งเมื่อนำมาประยุกต์ใช้กับตู้ปลาแล้ว เรฟูเจี้ยมก็คือที่หลบภัยของพืชและสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กจำนวนมาก ที่มักจะตกเป็นอาหารของปลาและสัตว์ไร้กระดูกสันหลังในตู้ปลาทะเล เพื่อที่สัตว์พวกนี้จะได้ไม่โดนไล่ล่าจนหมดไปจากตู้ และเพื่อให้มันได้มีโอกาสขยายพันธุ์ไปเรื่อยๆ เป็นอาหารตามธรรมชาติให้กับสัตว์อื่นๆในตู้
ที่หลบภัยที่ว่านี้อาจจะเป็นกล่องพลาสติกเล็กๆภายในตู้โชว์ หรือเป็นตู้ขนาดเล็กที่เชื่อมต่อกับตู้ใหญ่ หรือจะใช้ตู้กรองนอกตู้ก็ได้ โดยที่น้ำในระบบสามารถหมุนเวียนเข้าออกได้แต่ปลาและนักล่าอื่นๆจะเข้ามาไม่ ได้ ภายในเรฟูเจี้ยมก็จะใส่ทรายเป็น หินเป็น สาหร่ายต่างชนิด และสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กเช่นพวก Crustacean ขนาดเล็ก กุ้งฝอย หนอน ฯลฯ เอาไว้ เพื่อให้มันเพิ่มจำนวนจนกระทั่งจำนวนประชากรของมันล้นออกมา และกลายเป็นอาหารให้กับสิ่งมีชีวิตอื่นๆในตู้โชว์ ถ้าหากใช้เรฟูเจี้ยมที่อยู่นอกตู้โชว์ก็ควรจะให้แสงสว่างด้วย (หลอดนีออนตะเกียบกำลังดี) เพื่อที่สาหร่ายจะได้สังเคราะห์แสง
การมีเรฟูเจี้ยมอยู่ในระบบนั้นจะทำให้ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตเพิ่มขึ้น สัตว์ที่อยู่ในเรฟูเจี้ยมจะสามารถให้กำเนิดแพลงตอนในรูปแบบของตัวอ่อนได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อพวกปะการังและสัตว์ไร้กระดูกสันหลังอื่นๆ และจะช่วยทำให้ระบบนิเวศน์อุดมสมบูรณ์ขึ้น นอกเหนือจากนี้ เรฟูเจี้ยมยังช่วยเพิ่มปริมาณน้ำในระบบ และสาหร่ายก็สามารถซึมซับสารอินทรีย์และธาตุเหล็กส่วนเกินทำให้คุณภาพน้ำดี ขึ้น
โดยส่วนใหญ่แล้วไฟในเรฟูเจี้ยมจะเปิดสวนทางกับตู้โชว์ (เฉพาะตอนกลางคืน) เพื่อเป็นการเพิ่มอ๊อกซิเจนให้กับตู้ในตอนกลางคืน บางตำราก็แนะนำให้เปิดไฟตลอด 24 ชม. แต่นักเลี้ยงปลาส่วนใหญ่พบว่าสาหร่ายจะโตช้ากว่าและสิ่งมีชีวิตก็จะน้อยกว่า เมื่อสาหร่ายโตได้สักพัก ก็ตะต้องมการเก็บเกี่ยวตักออกอยู่เรื่อยๆ มิเช่นนั้นมันจะโตเกินไปและพอธาตุอาหารในน้ำไม่พอเพียง มันก็จะตายลงทั้งต้นทำให้น้ำขุ่นได้ในทันที
(จากไทยรีฟ)

ระบบJeubert

การใช้ทรายเป็นในตู้ปลาทะเลถูกคิดค้นขึ้นโดย Dr. Jean Jaubert นักวิจัยย์ฝรั่งเศษแห่งพิพิธพันธุ์สัตว์น้ำ Monaco Aquarium ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็น Director อยู่ที่ European Oceanographic Observatory ทรายเป็นก็คือทรายที่นำมาจากแนวปะการัง หรือบริเวณใกล้เคียงที่มีความอุดมสมบูรณ์มาก (ไม่จำเป็นต้องเป็นแนวปะการัง) ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ต่าง อาทิเช่น ทาก หนอนตัวแบน ไส้เดือน หนอนขน ดาวเปราะ แตงกวาทะเล และสัตว์อื่นๆ ทรายเป็นจะมีความสามารถในการย่อยสลายของเสียและสิ่งปฎิกูลในตู้ได้อย่างดี และเป็นที่สืบพันธุ์ให้กับพวกแพลงตอนอีกด้วย
ใต้พื้นทรายจะมีการไหลเวียนของน้ำต่ำมาก ทำให้อ๊อกซิเจนเข้าไม่ถึง (หรือเข้าได้น้อยมาก) ทำให้เกิดสภาวะ Anaerobic ที่เหมาะกับการแพร่กระจายของ Denitrifying Bacteria ที่สามารถกำจัดสารไนเตรตได้ ใต้พื้นทรายที่มีสภาพ anaerobic และมีแบคทีเรียอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น จะมีสภาวะที่แตกต่างจากเหนือผิวทราย โดย pH จะสามารถลดลงได้ต่ำกว่า 7.5 ทำให้ทรายละลาย จึงเป็นการเพิ่ม carbonate และแคลเซี่ยมให้กับระบบ แต่การที่จะพึ่งการละลายของทรายเพื่อเพิ่ม pH อาจไม่เพียงพอสำหรับตู้ส่วนใหญ่ เพราะอัตราการละลายจะช้าและน้อยมาก
ควรจะปูทรายที่พื้นตู้ให้มีความสูงประมาณ 4 นิ้วเป็นอย่างต่ำ โดยที่ไม่ต้องใช้แผ่นกรอง ทรายที่จะนำมาใช้ควรเป็นทรายที่นำมาจากทะเล และมีความละเอียดมากที่สุด (ยิ่งละเอียดยิ่งดี) ถ้าหากในตู้ใส่น้ำเอาไว้แล้วก็ไม่ควรที่จะใส่ทรายลงไปเร็วนักเพราะมันจะ คลุ้งทำให้น้ำขุ่น การใช้ซากปะการังหรือทรายเม็ดใหญ่นั้นไม่ดีเพราะจะทำให้กระแสน้ำนำพาอ๊อกซิ เจนผ่านลงใต้ผิวทรายได้ ที่สำคัญ ทรายละเอียดสามารถรองรับสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก ที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศได้มากกว่าซากปะการังหลายเท่า
ที่ปูพื้นด้วยทรายหนามากกว่า 4 นิ้วและมีหินเป็น จะไม่มีความจำเป็นต้องทำความสะอาดทราย และทำให้การดูแลง่ายขึ้น เพราะทรายเป็นและหินเป็นจะทำหน้าที่ในการกำจัดของเสียและสิ่งปฎิกูลในระบบ ถ้าหากผู้เลี้ยงไปรบกวนพื้นทรายด้วยการขุด กวน ฯลฯ จะสามารถทำให้สัตว์ขนาดเล็กและแบคทีเรียที่เปราะบางตายลง ซึ่งจะทำให้ประสิธิภาพในการบำบัดน้ำน้อยลงด้วย ดังนั้นเมื่อใส่ทรายและหินแล้วไม่ควรไปขยับเขยื้อนหรือยุ่งกับมันมาก อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ใน ประโยชน์ของทรายในตู้ปลาทะเล
โดย: kawaiiz [2 เม.ย. 54] ( IP A:49.49.93.147 X: )
ความคิดเห็นที่ 7
   อุปกรณ์วัดความเค็ม
เครื่องมือวัดความเค็มส่วนใหญ่มักจะบอกเป็นค่าความ หนาแน่นสัมพัทธ์ โดยทั่วไปจะมี2แบบคือ แบบกระเปาะแก้วลอยดิ่งอยู่ในน้ำ ซึ่งระดับที่ลอยตัวอยู่จะเป็นตัวบอกค่าความหนาแน่น อีกแบบหนึ่งคือแบบกล่องพลาสติกใส ด้านในมีเข็มชี้วัดค่าความหนาแน่นของน้ำทะเลในตู้ โดยวางเครื่องมือวัดให้ขนานกับผิวน้ำ ไม่เอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง ระดับความกดดันจะเป็นตัวดันเข็มให้ชี้ไปยังค่าที่ถูกต้อง
อุปกรณ์ทดสอบคุณภาพน้ำ
อุปกรณ์ทดสอบคุณภาพน้ำที่คุณต้องใช้มีดงนี้
1.PH test ใช้เพื่อวัดค่าPH คือความเป็นกรดด่างของน้ำ
2.Ammonia test ใช้เพื่อวัดค่าของเสียขั้นต้นที่ยังไม่ถูกย่อยสลายโดยแบคทีเรีย
3.Nitrite test ใช้เพื่อวัดค่าไนไตรท์ ของเสียที่เกิดจากกระบวนการย่อยสลายของแบคทีเรีย
4.tetra test 5 in1 strip
ตัวนี้จำเป็นและประหยัดหากจะเลี้ยงปะการังก้นตู้เพราะใน1ชิ้นสามารถทดสอบค่า ต่างๆได้หลายค่า เช่นค่า ไนไตรท์ ค่าalkalinity ค่าไนเตรท และค่าPH
เกลือวิทยาศาสตร์
น้ำที่จะมาใช้ในการเลี้ยงปลาทะเลนั้นก็มี2ชนิด คือ

1.น้ำทะเลดิบที่ขนมาจากทะเลโดยตรง อุดมไปด้วยแร่ธาตุตามธรรมชาติมากมาย แต่ด้วยการขนส่งที่ยุ่งยากลำบาก อีกทั้งบางครั้งความเค็มอาจต่ำกว่าปกติในช่วงฤดูฝน จึงต้องน้ำมาเติมเกลือหรือเป่าอ๊อกซิเจนทิ้งไว้ และจะต้องแน่ใจด้วยว่าน้ำทะเลที่ขนมานั้นมาจากแหล่งน้ำที่สะอาดไม่ใกล้กับ โรงงานอุตสาหกรรมหรือมลพิษใดๆ ซึ่งจะง่ายกว่าหากใช้เกลือวิทยาศาสตร์

2.เกลือวิทยาศาสตร์ การใช้เกลือวิทยาศาสตร์นั้นสะดวกและง่ายกว่าการใช้น้ำทะเลมาก ทั้งเรื่องการขนส่งและคุณภาพของน้ำ เพราะน้ำที่ได้มาจากการผสมเกลือ จะสะอาดปลอดสารเจือปน และสามารถผสมให้ได้ความเค็มที่ต้องการแน่นอนกว่าน้ำทะเล การใช้เกลือวิทยศาสตร์ก็ให้ละลายเกลือกับปริมาณน้ำตามที่ถุงเกลือเขียนกำหนด มา หรือใช้Hydrometerวดค่าเอาก็ได้ แล้วจากนั้นก็เป่าอ๊อกซิเจนท้งไว้1คืน จึงนำไปใช้ได้

ระบบกรอง

ระบบกรองในตู้ปลาทะเลนั้นก็นิยมใช้กรองนอกตู้เพราะประหยัดพื้นที่ในตู้และยังสามารถประยุกต์ใช้กับระบบกรองชนิดอื่นๆ ได้มากกว่าตู้กรองในตู้ที่ติดมุมตู้ เพราะมันจะกินเนื้อที่ภายในตู้อีกทั้งมีขนาดเล็กไม่สามารถประยุกต์ใช้กับระบบกรองอื่นๆได้ (ศึกษาระบบกรองจากด้านบน)
โดย: kawaiiz [2 เม.ย. 54] ( IP A:49.49.93.147 X: )
ความคิดเห็นที่ 8
   ขั้นตอนการติดตั้งตู้ปลาทะเล

ขั้นที่ 1 การเตรียมและตรวจสอบอุปกรณ์ (ขั้นตอนสำคัญสำหรับคนที่ไม่ต้องการให้ตู้แตก)
ทำความสะอาดตู้ ด้วยน้ำเปล่าและฟองน้ำหรือผ้าเท่านั้น ห้ามใช้สบู่ ผงซักฟอกหรือสารเคมีอื่นๆ เช็คขาตั้งและพื้นว่าแข็งแรงและระนาบดีพอที่จะรับน้ำหนักทั้งหมดของตู้ได้ (ควรคำนวณความจุของน้ำและหน้ำหนักหินที่จะใส่ในตู้) วางตู้ในสถานที่ที่ต้องการตั้ง และติดตั้งอุปกรณ์ทั้งหมด (ฟิลเตอร์ หัวเป่า สกิมเมอร์ ฯลฯ) เติมน้ำเปล่าให้เต็ม เพื่อเช็คระดับการวางของตู้ว่าอยู่ในแนวระนาบดีพอหรือยัง และเช็คตามรอยต่อของตู้ว่ามีน้ำซึมออกมาหรือไม่
ทดสอบตู้โดยการเปิดอุปกรณ์ทั้งหมด เป็นโดยรันระบบไว้ประมาณ 24-48 ชั่วโมง เช็ครอยรั่วซึม และอุปกรณ์ทั้งหมดว่าทำงานเป็นปกติดีหรือไม่ เมื่อทำการเช็คเสร็จแล้วในขั้นนี้ให้ถอดปลั๊กอุปกรณ์ทั้งหมด ก่อนจะปล่อยน้ำออกจากตู้

ขั้นตอนที่ 2 การเตรียมน้ำ
-ใช้น้ำทะเล พยามยามเก็บไว้ในที่ที่ไม่โดนแดด หรือใช้ผ้าคลุมไว้
-ใช้น้ำเกลือผสม ผสมตามอัตราส่วนที่ข้างถุง แล้วเปิดหัวเป่าทิ้งไว้ซักสองถึงสามวัน

ขั้นตอนที่ 3 การเตรียมระบบ
เติมน้ำที่เตรียมไว้ลงในตู้ปลา เปิดระบบอุปกรณ์ทั้งหมด

ขั้นตอนที่ 4 การเตรียมหินเป็น
ควรเลือกใช้หินเป็นที่บำบัดมาแล้ว และเป็นหินเป็นที่ค่อนข้างสมบูรณ์ หากใช้หินเป็นที่ยังไม่ได้บำบัดควรนำไปบำบัดก่อน (โดยการเป่าออกซิเจนทิ้งไว้ซักวันสองวัน) ไม่ควรนำมาใสลงไปในตู้ทันที

ขั้นตอนที่ 5 การลงหินเป็น
ควรวางแผนในการจัดตู้ก่อนซื้อหินเป็นว่าต้องการจัดในลักษณะใด และเลือกซื้อหินเป็นให้เหมาะกับความต้องการ เช่น หากต้องการจัดในลักษณะที่เป็นช่อง หรือถ้ำ ควรคำนึงถึงหินที่เป็นฐานอยู่ด้านล่างควรเลือกที่มั่นคงแข็งแรง ไม่ผุ หรือถล่มง่าย เพราะจะมีผลกับการกระแทกตู้ในภายหลัง ปิดระบบอุปกรณ์ทั้งหมด และ ตักน้ำในตู้ออกครึ่งหนึ่ง แยกไว้ต่างหาก ใส่หินเป็นลงในตู้จัดเรียง ตามความพอใจเมื่อเสร็จแล้วเช็คความมั่นคงของโครงสร้าง นำน้ำที่แยกไว้กลับมาเติมให้ได้ระดับเดิม และเปิดระบบและอุปกรณ์ทั้งหมดอีกครั้ง

ขั้นตอนที่ 6 การรอระบบเซทตัว (สำคัญมาก)
ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่สำคัญและขึ้นอยู่กับคุณภาพของน้ำและหินเป็นที่เลือกใช้ ขั้นตอนนี้จะใช้เวลาระหว่าง 3-8 อาทิตย์
เติมแบคทีเรียหรือกุ้งตายลงไปในตู้ จากนั้นเช็คค่าน้ำทุกอาทิตย์และตรวจดูค่าต่างหรือความเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะ ammonia, nitrite และ nitrate.
รอจนกระทั่งระบบเซทตัวเองให้สมบูรณ์ เช็คค่าน้ำให้เป็นปกติมากที่สุดก่อนจะเข้าสู่ขั้นตอนต่อไป ขั้นตอนนี้ไม่ควรเปลี่ยนน้ำในตู้ และไม่ควรเปิดไฟเพราะจะทำให้เกิดตะไคร่ได้ง่าย

ขั้นตอนที่ 7 ศึกษาและวางแผนการเลือกสิ่งมีชีวิต
ควรหาข้อมูลและศึกษาในระหว่างที่รอระบบเซทตัว (เพื่อกันไม่ให้ฟุ้งซ่านและใจร้อน) และ ควรคำนึงถึง ความพร้อมของผู้เลี้ยง เวลาในการดูแล และความพร้อมของตู้ เพราะตู้ปลาทะเลมีลักษณะปลีกย่อยแตกต่างกันออกไปมากระหว่างสิ่งมีชีวิตทั้ง หมด และควรทำความเข้าใจถึงความยากง่าย และอายุของระบบในตู้และความชำนาญของผู้เลี้ยงก่อนที่จะเลือกซื้อ และสำหรับสิ่งมีชีวิตที่ละเอียดอ่อนต่อการดูแล ระบบควรเสถียรมากกว่าหกเดือนขึ้นไป

ขั้นตอนที่ 8 การลงทรายเป็นและเศษปะการัง
ปิดระบบและอุปกรณ์ ทุกอย่าง ตักน้ำในตู้ออกมาแยกครึ่งหนึ่ง จากนั้นลงทรายเป็นและเศษปะการัง (ไม่ควรลงย้ายหินเป็นขึ้นมาวางบนทรายเพราะสิ่งมีชีวิตบางอย่างจะขุดทรายและ ทำให้หินถล่มได้) เมื่อลงทรายและปะการังได้ระดับดีแล้ว นำน้ำ ที่แยกไว้กลับมาเติมลงในตู้โดยใช้ถ้วยหรือท่อพีวีซีรองเพื่อกันทรายฟุ้ง กระจาย เติมน้ำให้ได้ในระดับเดิม และเปิดระบบอีกครั้ง รอจนกระทั่งทรายตกตะกอนและน้ำใสดีแล้ว เช็คค่าน้ำต่างๆ ให้เป็นปกติ เช็คระบบไฟ และอุณหภูมิ

ขั้นตอนที่ 9 การลงปลาหรือสิ่งมีชีวิตอื่นๆ
เช็คระบบให้แน่ใจว่าไม่มีสิ่งใดผิดพลาด และค่าน้ำรวมไปถึงอุณภูมิ ความเค็ม ฯลฯ อยู่ในระดับที่ปกติ เลือกปลาหรือสิ่งมีชีวิตที่ดูแลง่าย ซักสองหรือสามชนิด เพื่อเช็คระบบในตู้ และให้แน่ใจว่าสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นสามารถอยู่ได้สองถึงสามอาทิตย์โดยไม่มี สิ่งใดผิดปกติก่อนจะลงสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นต่อไป

ขั้นตอนที่ 10 การดูแลและรักษาสิ่งมีชีวิตในตู้
หมั่นดูแล เอาใจใส่ และสังเกตสิ่งมีชีวิตต่างๆในตู้ว่ามีสิ่งใดผิดปกติหรือไม่ ศึกษาหาความรู้ในด้านอื่นๆ เช็คระบบน้ำ และบำรุงรักษาเครื่องมืออยู่เสมอ เพราะตู้ทะเลเป็นระบบปิด ต้องการการดูแลเอาใจใส่เพื่อสุขภาพของสิ่งมีชีวิตอยู่มาก
โดย: kawaiiz [2 เม.ย. 54] ( IP A:49.49.93.147 X: )
ความคิดเห็นที่ 9
   สิ่งที่เกิดขึ้นในตู้ปลาทะเล

สิ่งแรกที่มักจะเกิดขึ้นในตู้

คือ ไดอะตอมสีน้ำตาล ที่ดูเป็นแผ่นฟิล์ม เคลือบบนพื้นที่ผิวของตู้ปลา เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งนี้จะหายไป และถูกแทนที่ด้วย แผ่นของสาหร่าย สีน้ำเงินและ สาหร่ายสีแดง ขั้นตอนนี้สามารถเร่งให้เร็วขึ้นได้โดยให้มีแสงสว่างมาก ๆ และ มีการไหลเวียนของกระแสน้ำที่ดี และเมื่อไรที่สาหร่ายที่เกิดขึ้นไม่ใช่สาหร่ายที่มีสีน้ำตาล คุณก็เริ่มคิดได้แล้วว่าจะให้มีสาหร่ายพันธุ์อะไร อยู่ในตู้ของคุณ แต่ก่อนที่จะไปถึงจุดนั้น เราต้องย้อนมาดูจุดสำคัญก่อนที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นลำดับขั้นจาก สาหร่ายหรือตะไคร่ที่มีสีน้ำตาลไปเป็นสีอื่น นั้นคือว่าถ้าสาหร่ายถูกทิ้งไว้ด้วยสภาวะเช่นนั้น จะเกิดการใช้ธาตุอาหาร เฉพาะที่ต้องการจนหมด จนทำให้เกิดสภาวะที่ไม่สามารถเจริญเติบโต หรือมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ นั่นก็คือ "ล้มเหลว" แล้วก็ตาย ต่อมาจึงเกิดสาหร่ายชนิดอื่นที่ไม่จำเป็นต้องใช้ธาตุอาหารเฉพาะชนิดนั้น ในการเจริญเติบโต ( ที่หมดไปแล้ว ) และโตขึ้นมาแทน และทันทีที่คุณสามารถเลี้ยงสาหร่ายชนิดที่คุณต้องการได้แล้ว คุณจะต้องรู้จักตัดตกแต่งมัน เปลี่ยนน้ำ และเติมแร่ธาตุอาหาร เพื่อให้มันเจริญเติบโตและมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ โดยไม่เกิดการ "ล้มเหลว" หรือการตายของสาหร่าย ในทำนองเดียวกัน

สาหร่ายขนาดใหญ่ เช่นพวก Caulerpa และ Hamilerda

เป็นสาหร่ายที่นิยมนำมาเลี้ยงกันในตู้ทะเล สาหร่ายพวกนี้เจริญเติบโตเร็ว และช่วยทำให้คุณภาพน้ำในตู้ปลาดี บางทีอาจต้องให้มีกระแสน้ำไหลผ่านมันน้อยลงเพื่อให้มันโตช้าลง ควรทำให้แน่ใจด้วยว่าให้แสงเพียงพอกับความต้องการของมัน และ มีการเติบธาตุอาหารบางอย่าง เช่น เหล็ก เพื่อให้มันเจริญเติบโตได้ดี


สาหร่ายเส้นผม ( hair algae )

จะกลายเป็นสิ่งที่พวกเราไม่ต้องการ เมื่อมันเจริญเติบโตจนคลุมสิ่งต่าง ๆ ในตู้ปลา ( เช่น ปะการัง ) เป็นการดีที่จะควบคุมมัน โดยใช้ สัตว์กินพืช ( herbivores ) ได้แก่ ปลาพวกแท้งค์ขนาดเล็ก ๆ หรือ เม่นทะเลหลาย ๆ ชนิด แต่ถ้าใส่พวกสัตว์กินพืชมากเกินไป พวกมันก็จะกิน สาหร่ายที่คุณต้องการ ไปด้วย แนะนำให้ใส่ลงไป 1 ตัว ต่อน้ำขนาด ประมาณ 200 ลิตร และรอดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นในตู้ของคุณ

อีกวิธีที่จะควบคุมไม่ให้เกิดการเติบโตของสาหร่ายมากเกินไป

คือการคุม ไม่ให้มีสารอาหารในปริมาณที่สูง ( ไนเตรตและฟอตเฟต ) โดยให้มันอยู่ในระดับขนาดที่วัดไม่ได้ ถ้าระดับฟอตเฟตเกิน 1 ppm ( 1 มิลลิกรัมต่อลิตร ) สาหร่ายเส้นผมก็จะเริ่มเป็นชนิดที่เด่นขึ้นมา สามารถคุมได้โดยการลดการให้อาหาร เปลี่ยนน้ำทีละน้อยบ่อย ๆ และใช้ zeolite resin ที่ดูดจับฟอตเฟตที่มีขายอยู่ทั่วไปในรูปของ phosphate remover

ดูเป็นการวุ่นวายที่จะดูแลให้สาหร่ายที่เลี้ยงไว้สมบูรณ์ แต่สาหร่ายก็เป็นแหล่งผลิตออกซิเจน และอาหาร รวมทั้งใช้ดูแลคุณภาพทางเคมีของน้ำได้ แต่เมื่อเราสามารถไปถึงจุดที่มันสามารถเจริญเติบโตได้อย่างสมบูรณ์แล้ว ก็เพียงแต่ต้องการการดูแลเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

สาหร่ายสำหรับตู้ปลาทะเล(1)


ตะไคร่น้ำ สาหร่าย น้ำเขียว แผ่นฟิล์มเขียวแดงที่เกิดขึ้น ในสภาวะแวดล้อมของตู้ปลาทะเลที่เราเลี้ยงอยู่ ล้วนมีสาเหตุการเกิดมาจากสาหร่ายทั้งสิ้น ในอันที่จริงแล้ว สาหร่ายทะเลเทียบได้กับพืชที่สำคัญของท้องทะเล ที่สาหร่ายในท้องทะเลมีนับหมื่น ๆ ชนิด ทั้งที่เป็นเซลเดียวและหลายเซล แต่เรายังมีชื่อที่ใช้เรียกมันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
สาหร่ายเป็นสิ่งมีชีวิตที่เป็นประเภทสังเคราะห์แสง แต่ไม่มีระบบลำเลียงเหมือนในพืชบก ขยายพันธุ์โดยใช้สปอร์ (เทียบกับพืชบนพื้นดินที่ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด)
สาหร่ายแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ

จุลสาหร่าย ( Microscopic algae )

คือสาหร่ายที่มองได้ด้วยกล้องจุลทรรศน์ เป็นส่วนประกอบสำคัญของพวกแพลงตอนที่ลอยอยู่ในน้ำ
โดย: kawaiiz [2 เม.ย. 54 1:28] ( IP A:49.49.93.147 X: )
ความคิดเห็นที่ 10
   มหสาหร่าย ( Macroscopic algae )

เป็นสาหร่ายที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า มีรูปร่างต่าง ๆ กัน เช่น สาหร่ายพวงองุ่น สาหร่ายใบเลื่อย

สาหร่ายบางชนิดก็มีวงจรชีวิตแบบสลับ คือ เป็นจุลสาหร่าย แล้วต่อมาพัฒนาเป็น มหสาหร่ายก็ได้
ในธรรมชาติ เราพบ 10 จำพวก ( Division ) ในที่นี้จะกล่าวไว้เพียงแค่ 7 ชนิด ส่วนอีก 3 ชนิดจะเป็นพวกที่ไม่พบบ่อย จำแนกได้ดังนี้



CYANOPHYTES

จำพวกนี้ได้แก่สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน พบขึ้นเกาะตามก้อนหิน และปะการัง เป็นสาหร่ายที่มีบทบาทสำคัญใน nitrogen fixation ที่เปลี่ยน nitrogen จากอากาศ มาเป็น ไนเตรต สู่วัฎจักร ไนโตรเจนสำหรับสิ่งมีชีวิตอื่น

EUGLENOPHYTES

เป็นสิ่งมีชีวิตยูกลีนอยด์รูปร่างแปลกประหลาด มีขนาดเล็ก และเคลื่อนที่เร็ว เชื่อกันว่าเป็ฯสิ่งมีชีวิตระหว่างพืชและสัตว์

CHRYSOPHYTES

เป็นกลุ่มใหญ่ที่ประกอบไปด้วย วงศ์ของไดอะตอมเสียเป็นส่วนใหญ่ อาศัยอยู่ในรูปร่างที่มีส่วนประกอบของ Silicon dioxide มักเป็นสาหร่ายตัวแรกที่เกิดขึ้นเป็นโคโลนีในตู้ปลาทะเลใหม่ มีลักษณะเป็นแผ่นฟิล์มสีน้ำตาลปกคลุมทุกพื้นที่ผิว

PYRRHOPHYTES

เป็นพวกไดโนแฟลกเจลลา (Dinoflagellates) อาศัยอยู่ในทะเลเป็นหลัก เป็นสาหร่ายเซลเดียวที่มีองค์ประกอบซับซ้อน สามารถเรืองแสงได้ในเวลากลางคืน ดังที่เห็นตามชายหาด และเป็นสาเหตุของการเกิดปรากฏการณ์ขี้ปลาวาฬ (red tide)

CHLOROPHYTES

คือสาหร่ายสีเขียว มีทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ตู้ปลาทะเลประสบความสำเร็จ ตัวอย่างของสาหร่ายพวกนี้เช่น

Caulerpa, Halimeda (Beavertail Cactus), and Valonia (Sea Grapes).



RHODOPHYTA

สาหร่ายสีแดง ในความเป็นจริงเราจะพบเห็นได้หลายสี มีความแตกต่างระหว่างพันธุ์มากมาย และพบเป็น มหสาหร่าย ( สาหร่ายขนาดใหญ่ ) เป็นหลัก เช่น องุ่นแดง Botryocladia (Red Sea Grapes) และ Porphyra ( สาหร่ายที่เรากินในซูชิ )


PHAEOPHYTA

เป็นสาหร่ายสีน้ำตาล เป็นสาหร่ายที่มีวิวัฒนาการสูงสุด เช่นพวก Macrocyctis มีบทบาทที่สำคัญคือเป็นทั้งอาหาร และที่อยู่อาศัยให้กับสัตว์ต่าง ๆ ในท้องทะเล

สาหร่ายสำหรับตู้ปลาทะเล(2)

ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการเติบโตของสาหร่ายสาหร่าย [2>

สาหร่าย จะสามารถผลิตอาหารโดยผ่านขบวนการสังเคราะห์แสง กล่าวคร่าว ๆ คือ เปลี่ยน คาร์บอนไดออกไซด์ และน้ำ ให้กลายเป็นออกซิเจนและ น้ำตาล ขบวนการนี้มีความสำคัญมาก ต่อสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ในโลก คือในสภาวะที่เหมาะสม สาหร่ายจะผลิตออกซิเจนจำนวนมาก ทำความสะอาดน้ำ และผลิตอาหารให้กับระบบนิเวศน์ จึงดูเป็นการเหมาะสมที่จะให้มีสาหร่ายอยู่ในตู้ปลาทะเลเพื่อให้เกิดสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมในตู้ปลาทะเลที่ดี
โดย: kawaiiz [2 เม.ย. 54 1:28] ( IP A:49.49.93.147 X: )
ความคิดเห็นที่ 11
   ปัจจัยสำคัญที่มีผลกระทบต่อสาหร่าย คือ แสงสว่าง การไหลของกระแสน้ำ อุณหภูมิ สารอาหาร และ คู่แข่งการเจริญเติบโต (รวมถึงสาหร่ายต่างพันธุ์ และผู้ล่ากินสาหร่ายเช่น ปลา ) เราจะมาดูถึงความสำคัญของแต่ละปัจจัยกัน


แสงสว่าง

เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง สังเกตได้ว่าแนวปะการังจะได้รับความเข้มของแสงค่อนข้างสูง ทำให้ปะการังที่เลี้ยงต้องการแสงสว่างมากตามกันไปด้วย แสงจำเป็นต่อสาหร่ายมาก ไม่เพียงแต่ปริมาณ แต่ทั้งสี และระยะเวลาที่ได้รับแสง มีผลต่อปริมาณและชนิดของสาหร่ายที่เกิดขึ้น การใช้หลอดฟลูออเรสเซนส์ ไม่ทำให้เกิดปริมาณแสงที่มากไปในสภาวะแวดล้อมของตู้ปลาทะเล การให้แสง 12-16 ชั่วโมงต่อวันนับเป็นการดี และถ้ามีหลาย ๆ หลอด เป็นการดีที่จะมีการเปิด และ ปิด แต่ละหลอดในเวลาที่ต่างๆ กัน เป็นการเลียนแบบ การขึ้น และ ตกลงของดวงอาทิตย์ และการให้แสงจำเพาะต่อชนิดของสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในตู้ก็เป็นการสำคัญ ซึ่งควรจะได้ศึกษาต่อไป

ปริมาณสารอาหาร ( Nutrient )

ก็เป็นปัจจัยสำคัญอีกอันหนึ่ง ที่มีผลกระทบต่อประชากรสาหร่าย สาหร่ายเส้นผม ( hair algae ) และ สาหร่ายเมือก ( slime algae ) จะเติบโตเร็วมากเป็นผลจากมีธาตุอาหาร คือ ไนเตรต และ ฟอตเฟต เป็นปริมาณมาก ในแนวปะการังมีปริมาณอาหารต่ำ ซึ่งเป็นไปร่วมกับการที่มีสัตว์กินพืชอยู่เป็นจำนวนมากในแนวปะการัง ทำให้มีปริมาณสาหร่ายน้อยในแนวปะการัง สาหร่ายขนาดใหญ่บางชนิด ต้องการเหล็ก ( iron ) และ ธาตุอาหารรอง ( trace elements ) หลายชนิด เพื่อการเติบโตที่ดี ตู้ที่มีแสงน้อย ธาตุอาหารมาก และมีการไหลเวียนของน้ำต่ำ จะดูไม่สวยเนื่องมาจากมีสาหร่ายเส้นขน และ สาหร่ายเมือก เติบโต

การไหลเวียนของกระแสน้ำ ( flow )

มีผลในทางเดียวกันกับ ธาตุอาหาร กล่าวคือ ในที่มีการไหลเวียนของกระแสน้ำน้อย จะเกิดพื้นที่ที่มีการสะสมอาหารมาก และสาหร่ายจะเจริญเติบโต และใช้ คาร์บอนไดออกไซด์กับธาตุอาหาร อย่างรวดเร็ว ต่อจากนั้นจะหยุดขบวนการสังเคราะห์แสงและตายลง สาหร่ายขนาดใหญ่หลายชนิด ต้องการการไหลเวียนกระแสน้ำค่อยข้างมากเพื่อให้มีการไหลเวียนของธาตุอาหารมากพอ จึงพบว่ามันเติบโตอยู่ในน้ำที่มีการเคลื่อนที่ตลอด ถ้ามันไปเติบโตในที่ ๆ มีการไหลเวียนกระแสน้ำน้อยเมื่อไหร่ ก็จะถูก สาหร่ายเส้นผม ขึ้นมาบดบัง
อุณหภูมิ จะมีผลกระทบต่อสาหร่ายเมื่อมันมีการเปลี่ยนแปลงมาก ๆ จึงไม่ค่อยพบปัญหาในตู้ที่มีการควบคุมอุณหภูมิ

การกำจัดซากสารอินทรีย์ Exporting Detritus ส่วนประกอบของ detritus ( เป็นผงฝุ่นที่เกาะและจับอยู่ตามพื้นผิว หิน และซอกต่าง ๆ )

เป็นผลพวงจาก การหมักหมม และย่อยสลายของ หิน ขี้ปลา ซากพืช ซากสัตว์ และสารอินทรีย์อื่น ๆ การเกิด และ เพิ่มขึ้น ของ detritus และ ตะกอน เป็นปัญหาสำคัญของการดูแล ตู้ปลาทะเลและปะการัง มันเป็นเสมือนหัวเชื้อที่ทำให้เกิดการแตกตัวขยายพันธุ์เป็นอย่างมากของสาหร่าย ( เหตุผลง่าย ๆ คือมันประกอบไปด้วยฟอตเฟต และ สาหร่ายเติบโตดีถ้าได้ฟอตเฟต และถ้าเราไม่ได้ตรวจสอบนาน ๆ ก็จะพบปัญหานี้) แม้แต่ในน้ำสะอาด หรือน้ำดื่มเอง เราก็จะพบปัญหานี้ได้ในบางจุด แล้วเราจะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไรกัน?? สิ่งเหล่านี้สามารถนำออกมาจากตู้ได้เป็นอย่างดีด้วย การกรองวิธีกายภาพ (mechanical filtration) เช่นการใช้ใยแก้ว หรือ ฟองน้ำ สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถถูกดูดซับได้ด้วยถ่านคาร์บอน และไม่ถูกย่อยสลายด้วยการกรองวิธีชีวภาพ ( biological filtration ) จำเป็นต้องนำมันออกมาด้วยตนเองโดยใช้ วัสดุการกรอง ( filter media ) ที่มีขนาดของตาห่างที่เล็กพอ ที่จะเก็บรวบรวมมันได้ วิธีการง่าย ๆ คือการใส่วัสดุกรองไว้ในช่องน้ำล้นที่กั้นกรอง และต้องการๆ เปลี่ยนอย่างต่ำ สัปดาห์ละครั้ง ถึง สองครั้ง ขึ้นกับปริมาณของการก่อตัวของตะกอนซากสารอินทรีย์ ถ้าลืมมัน ๆ อาจอุดตันและทำให้น้ำท่วมได้ วิธีการเอาออกมาล้างที่ดีคือการซัก เราอาจนำปั๊มน้ำมาเป่าก้อนหิน และ รอบ ๆ ตัวปะการัง ทุก 2-3 วันเพื่อให้ตะกอนได้หลุดออกมากับน้ำ เพื่อที่วัสดุกรอง จะได้กรองมันออกไป แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ ตะกอนเหล่านี้จะหนัก และตกตะกอนนอนก้นในเวลาที่เร็วมาก ในที่ ๆ มีการไหลเวียนของน้ำต่ำจะเกิดปัญหาการสะสมขึ้นได้ วิธีการที่เราจะตู้ได้คือการเอาใยแก้วไปวางทิ้งไว้มุมใดมุมหนึ่ง ถ้ามีตะกอนติดอยู่มากแสดงว่ามีการเกิดของตะกอนมาก และควรได้รับการแก้ไข ไม่เช่นนั้นจะทำให้เกิด ภาวะเกินสมดุลของสารอินทรีย์ เป้าหมายของการจัดการดูแลปะการังในตู้ปลาคือ ไม่ให้มีภาวะเกินสมดุลของสารอินทรีย์นี้ (ถ้าให้มีสารอินทรีย์ในปริมาณต่ำจะเป็นการดีมาก ) วิธีการให้เกิดขึ้นคือการเปลี่ยนน้ำ ใช้โปรตีนสกิมเมอร์ และใช้วัสดุที่มีการจับรวบรวมตะกอนสารอินทรีย์ออกไปทิ้งได้ดี



ใช้ ปูเสฉวน ( Hermit Crab) แม้เราจะทราบว่า ปลาแท้งค์ จะเป็นสัตว์กินพืชที่ดีมาก แต่พบว่าพวกแท้งค์นี้จะมีความเฉพาะเจาะจงต่อ species หรือ ชนิดของสาหร่าย อีกวิธีหนึ่งที่น่าสนใจคือใช้ ปูเสฉวน พวก Blue-legged Hermit Crab เป็นปูเสฉวนที่ตัวเล็ก และค่อนข้างทน เป็นที่พิสูจน์แล้วว่าเป็นพวกกินพืชที่เก่ง ขณะเดียวกันก็มีความสามารถในการทำความสะอาดในส่วนซอกลึก ๆ ในขณะเดียวกัน ข้อที่ดีกว่าปลาแท้งค์ คือ ไม่จำเป็นต้องให้อาหาร และ มีของเสียน้อยกว่าพวกแท้งค์มาก ในขณะที่ปูเสฉวนขาสีน้ำเงินพวกนี้กินสาหร่ายมากมาย พวกมันอาจกิน cyanobacteria และ dinoflagellates ได้ในบางกรณี และ ปูเสฉวนพันธุ์อื่นไม่พบว่าสามารถกินสาหร่ายได้ดีเท่าพันธุ์ขาสีน้ำเงินนี้ ในกรณีที่มีการเติบโตของสาหร่ายมาก ๆ อาจใช้ปูเสฉวนได้ถึง 1 ตัวต่อน้ำ 1 แกลลอน ได้ทีเดียว


เปลี่ยนน้ำบ่อย ๆ และใช้ protein skimmer เป็นวิธีการกำจัดฟอตเฟตที่ดีอีกวิธีหนึ่ง การเพิ่มขึ้นของ detritus ทำให้เกิดผลของการเพิ่มขึ้นของฟอตเฟตตามมา เป็นการยากที่จะตรวจสอบระดับฟอตเฟตในน้ำ เนื่องจากชุดน้ำยาตรวจสอบที่จำหน่ายอยู่ทั่วไปจะตรวจสอบแต่ inorganic phosphate ( ฟอตเฟตที่เป็นอนินทรีย์ ) แต่ตัวที่ทำให้เกิดปัญหาคือ ฟอตเฟตที่เป็นอินทรีย์ ( organic phosphate ) มากกว่า แต่การตรวจต้องอาศัยเครื่องมือและวิธีการที่ซับซ้อนมาก เมื่อดูโดยรวม ก็คือ ปัญหาที่มีสาหร่ายที่ไม่ต้องการเกิดขึ้น เป็นผลพวงมาจาก organic phosphate ที่เพิ่มสูงขึ้น โดยทั่วไปอาจใช้วิธีการตรวจฟอตเฟตแบบ inorganic และคำนวนเอา ก็พอจะบ่งบอกได้ การเปลี่ยนน้ำ 25 % ทุกสัปดาห์ มีผลดีหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใช้ร่วมกับการนำตะกอนสารอินทรีย์ออกจากระบบ และการเปลี่ยนน้ำก็ควรจะทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อไม่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจนปะการังช็อก แต่จากที่ติดตามดู การเปลี่ยนน้ำ 25 % ไม่มีผลในความเจ็บป่วยอย่างชัดเจน


ขัดออก ( Elbow Grease )

เป็นอีกวิธีที่ใช้ได้ผล คือนำแปรงขนาดเล็กมาขัดมันออก โดยแปรงไม่ควรจะปนเปื้อนสารเคมีหรือสบู่ที่จะทำอันตรายต่อปะการัง และเป็นวิธีการที่รวดเร็วเมื่อจำเป็นเพื่อความอยู่รอดของปะการัง ถ้าเป็นไปได้ควรดูดสิ่งที่ขัดออกไปในทันทีก่อนที่จะละลายลงกระแสน้ำ การหยุดปั๊มน้ำชั่วคราวขณะขัดเป็นวิธีที่จะช่วยได้ และควรล้างแปรงในน้ำจืดบ่อย ๆ เพื่อล้างสิ่งที่ขัดติดมาออกไปก่อนนำไปขัดใหม่


ลดจำนวนปลาลง

เมื่อปลามาก ก็มีความต้องการอาหารมาก ในระบบเล็ก ๆ ที่เราใช้มักไม่พอที่จะมีการผลิตอาหารเลี้ยง การให้อาหารปลาจึงเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดฟอตเฟตเพิ่มขึ้น การลดปริมาณของปลาที่เลี้ยงไว้ จึงเป็นการลดฟอตเฟตในทำนองเดียวกัน


ใช้น้ำจืดที่เติมเป็นน้ำที่ผ่านกระบวนการบำบัดแบบ RO ( Reverse Osmosis )

หรือ Deionized ( กรองดักจับอนุภาคโดยเรซิน ) น้ำจากการประปา โดยปกติจะยังไม่ใช่น้ำที่เราต้องการจริง ๆ ในการเลี้ยงตู้ทะเล เนื่องจากมีส่วนประกอบของ organic phosphate และ โลหะหนัก รวมทั้งคลอรีน และแอมโมเนียด้วย ทำให้ไม่เหมาะสมที่จะนำมาเลี้ยงตู้ทะเลโดยไม่ผ่านการบำบัด
ลดเวลาของการให้แสงสว่าง สาหร่ายเป็นสิ่งมีชีวิตที่ขึ้นกับแสงสว่างเหมือนปะการัง แสงน้อยลง ก็มีการเติบโตน้อยลง การลดแสงสว่าง 1-2 ชั่วโมงต่อวันเป็นเวลา 2-3 สัปดาห์สามารถทำได้โดยไม่มีผลกระทบต่อปะการังมากนัก

การใช้วิธีหนึ่งวิธีใดอย่างเดียว ไม่เพียงพอจะทำให้ปัญหาหมดไปได้ และโปรดจำไว้ว่าผลที่ดีจะเกิดขึ้นในระยะยาว ดังนั้น ห้ามท้อแท้ และ ดูแลอย่างสม่ำเสมอ ขอให้ประสบความสำเร็จในการดูแลตู้ปลาทะเลและปะการังของท่านทั้งหลายนะครับ
โดย: kawaiiz [2 เม.ย. 54 1:29] ( IP A:49.49.93.147 X: )
ความคิดเห็นที่ 12
   มาตรฐานทดสอบนํ้าที่สมบูรณ์

1.PH ความเป็น กรด-ด่าง 7.8-8.4
2.TEMP อุณหภูมิ 28-32 ํC
3.DO ปริมาณออกซิเจนในนํ้า > 5
4.SKL ความเค็ม 30-32 PPM
5.AKL อัลคาไลน์ ควบคุมสภาพแวดล้อมนํ้า >100
6.NH3 แอมโมเนียม 0.1-0.2
7.NO2-N ไนไตรต์ 0.01 OR 0.00
8.NO3-N ไนเตรต < 20
9.PO4P ฟอสเฟส < 0.03
โดย: kawaiiz [2 เม.ย. 54 1:30] ( IP A:49.49.93.147 X: )
ความคิดเห็นที่ 13
   อาหารสำหรับปลา

อาหารที่เหมาะกับการเลี้ยงปลาทะเลควรเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางอาหารสูง
เนื่องจากอาหารมีผลความอยู่รอดสีสันและพฤติกรรม การให้อาหารสำหรับปลาทะเลควร
เลือกให้มีความหลากหลายเพื่อจะเสริมคุณค่าทางอาหารให้เพียงพอต่อความต้องการสาร
อาหารของปลาทะเล ส่วนผสมที่สำคัญควรมีองค์ประกอบของกรดไขมันอิ่มตัวสูง (HUFA)
ในกลุ่ม โอเมก้า 3 ดังนั้นอาหารที่เหมาะสำหรับเป็นวัตถุดิบควรมาจากทะเล ไม่ว่าจะเป็นเนื้อ
ปลาทะเล เนื้อกุ้งทะเล สาหร่ายทะเล หรืออาจเสริมวิตามินต่างๆ ร่วมด้วย สำหรับอาหารมี
ชีวิตนั้นปลาทะเลชอบกินเป็นอย่างมากนิยมใช้ไรทะเลตัวเต็มวัย กุ้งฝอย เคย ฯลฯ ปลาทะเล
ส่วนใหญ่ชอบอาหารทั้งสองชนิดนี้มากเพราะมีความสดและกลิ่นที่คาว ส่วนอาหารสำเร็จรูป
เป็นที่นิยมเช่นกัน แต่ต้องใช้สำหรับปลาทะเลที่ยอมรับอาหารประเภทนี้เท่านั้น

การให้อาหารปลาควรเลือกให้เหมาะสมกับชนิดปลา ชนิดอาหาร เวลาที่ให้ การให้
อาหารทีดีควรจะให้แล้วปลากินทันที ไม่ควรเหลือไม่ว่าจะเป็นผิวน้ำหรือมวลน้ำ การให้อาหาร
ควรให้ครั้งละน้อยให้ปลากินหมดแต่เพิ่มความถี่ให้บ่อยครั้งขึ้น สำหรับตู้ปลาที่เพิ่งเริ่มเลี้ยง
ปลาใหม่ ไม่ควรให้อาหารปลามากเกินไป ในกรณีที่ระบบบำบัดน้ำยังไม่สามารถรองรับต่อของ
เสียในปริมาณมากได้อาจทำให้น้ำเน่าเสียได้ส่งผลให้ปลาตายได้เนื่องจากให้อาหารมากเกินไป

อาหารสด เป็นอาหารที่สามารถทำได้เองโดยการนำเอาเนื้อสัตว์ชนิดต่าง ๆ หั่นเป็นชิ้น
ขนาดเล็กหรือบดรวมกัน เช่นเนื้อปลา เนื้อกุ้ง หัวใจวัว เป็นต้น สามารถเพิ่มสารอาหารที่
ต้องการให้มากยิ่งขึ้น เช่น ไวตามิน แร่ธาตุ สารเร่งสี สาหร่าย รวมถึงการผสมยาป้องกัน
และรักษาโรครวมในอาหารชนิดนี้ได้ อาหารบดจึงเหมาะสำหรับลูกปลาขนาดเล็ก
และปลากินเนื้อหลายชนิด เช่น ปลาการ์ตูน ปลาผีเสื้อ ปลาสิงโต ปลาสินสมุทร ปลานกแก้ว
เป็นต้น

ไรทะเล เป็นสัตว์ทะเลกลุ่มกุ้งชนิดหนึ่ง ในประเทศไทยไม่พบตามธรรมชาติ แต่มีการนำเข้า
ไข่ไรทะเลจากต่างประเทศเพื่อเป็นอาหารสำหรับสัตว์น้ำวัยอ่อน ปัจจุบันมีการเพาะเลี้ยงไร
ทะเลเพื่อเป็นอาหารสำหรับสัตว์น้ำจำนวนมาก ทั้งปลาสวยงามและปลาเศรษฐกิจ นิยมใช้เป็น
อาหารสำหรับปลาสวยงามหลายชนิดที่ชอบกินอาหารมีชีวิต เพราะไรทะเลเป็นเหยื่อที่ว่ายน้ำ
ตลอดเวลา คุณค่าทางอาหารสูง นิยมใช้สำหรับปลาทะเลเกือบทุกชนิด

ปลาเหยื่อ เป็นปลาขนาดเล็กที่เหลือจากการคัดเลือกพันธุ์ มีลักษณะภายนอกไม่สวยตาม
ความต้องการของตลาด เช่น ปลานิล ปลากัด ปลาทอง ปลาสอด ปลาหางนกยูง ฯลฯ
รวบรวมเพื่อนำมาใช้เป็นอาหารปลาที่มีขนาดใหญ่กินเนื้อเป็นอาหารเช่น ปลาสิงโต ปลากบ
ปลากะรัง ปลาวัว เป็นต้น

กุ้งฝอย เป็นกุ้งน้ำจืดขนาดเล็ก เปลือกบาง นิยมให้เป็นอาหารปลาในกลุ่มปลากินเนื้อเช่น
เดียวกับปลาเหยื่อ

เคย เป็นกุ้งขนาดเล็กอาศัยในทะเล ทั้งตามชายฝั่งและในมหาสมุทร เป็นวัตถุดิบสำคัญใน
การทำกะปิ สำหรับการเลี้ยงปลาทะเลนิยมใช้เคยเป็นอาหารในรูปของเคยสดและเคยอบแห้ง
เพราะเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางอาหารสูง

อาหารสำเร็จรูป เป็นอาหารที่พัฒนาให้มีองค์ประกอบของสารอาหารที่เหมาะสมกับการ
เลี้ยงปลาทะเลสวยงาม ผลิตจากวัตถุดิบที่มีคุณภาพ สะดวกต่อการใช้ มีให้เลือกหลากหลาย
นิยมใช้ชนิดที่จมน้ำมากกว่าชนิดลอยน้ำ ปลาหลายชนิดยอมรับอาหารชนิดนี้
โดย: kawaiiz [2 เม.ย. 54 1:37] ( IP A:49.49.93.147 X: )
ความคิดเห็นที่ 14
   เลือกสรรก่อนเลี้ยง

จากการศึกษาและเตรียมการตามหลักการในการเลี้ยงเรียบร้อยแล้ว การเลือกสรร
ปลาที่มีสุขภาพดี ก็เป็นอีกความสำคัญหนึ่ง ผู้เลี้ยงต้องศึกษาข้อมูลของพฤติกรรมและ
ธรรมชาติวิทยาของปลาให้เข้าใจเสียก่อน การเลือกซื้อจึงควรเลือกปลาที่มีสุขภาพดี ไม่เป็น
โรคติดต่อ ไม่มีปรสิตภายนอก โดยสามารถสังเกตจากความผิดปกติ เช่น ลักษณะการว่ายน้ำ
ไม่ควรว่ายน้ำทุรนทุรายหรือไม่เป็นธรรมชาติของปลาชนิดนั้น การหายใจของปลาไม่ถี่เกินไป
เมื่อเปรียบเทียบกับภาวะปกติ สีสันของปลาไม่ผิดเพี้ยนหรือมีการปรับตัวใส่สีเข้มขึ้น
สิ่งขับถ่ายไม่เป็นสีขาวและติดอยู่ที่ช่องทวาร ไม่มีบาดแผลหรือลักษณะเกล็ดช้ำ ฯลฯ เพราะ
ปลาที่มีลักษณะเช่นนี้แม้ว่าเมื่อนำมาเลี้ยงดูในตู้ปลาของเราจะมีความเสี่ยงต่อความอยู่รอด
แล้ว ยังอาจเป็นพาหะนำเชื้อโรคติดต่อสู่ปลาที่เลี้ยงเดิมให้มีการติดเชื้อ ส่งผลให้เป็นโรค
ติดต่อและอาจตายได้
โดย: kawaiiz [2 เม.ย. 54 1:39] ( IP A:49.49.93.147 X: )
ความคิดเห็นที่ 15
   โรคและการป้องกัน

จากแผนภูมิด้านล่างแสดงให้เห็นถึงปัจจัยของการเกิดโรคสำหรับปลา โดยสาเหตุ
ทั้ง 3 ประการนี้ ไม่ว่าจะเป็นจากตัวปลา เชื้อโรค และสิ่งแวดล้อม หากมีสภาพที่เอื้อต่อกัน
แล้ว ปัญหาเรื่องโรคซึ่งไม่เป็นที่ปรารถนาของผู้เลี้ยงจะเกิดขึ้น จากสาเหตุทั้ง 3 ประการผู้
เลี้ยงควรเอาใจใส่และพยายามตัดปัญหาให้ได้มากที่สุดไม่ว่าจะเป็นการเลือกสรรปลาที่แข็ง
แรงปลอดเชื้อโรค วัสดุอุปกรณ์ที่นำมาใช้ต้องมั่นใจว่าสะอาด หลีกเลี่ยงการเลี้ยงปลาตัวใหม่
จนกว่ามีการพักให้แน่ใจว่าปลอดจากโรคติดต่อ จากนั้นประเด็นสำคัญคือ การจัดการสภาพ
แวดล้อมให้มีสภาวะเหมาะสมตลอดการเลี้ยง เช่นไม่มีการหมักหมมจากของเสีย คุณภาพน้ำ
(pH, อุณหภูมิ, ความเค็ม, แอมโมเนีย, ไนไตรท์ ฯลฯ) อยู่ในเกณฑ์ที่ดีไม่มีการเปลี่ยนแปลง
ไปมาก หากสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนไปในทางที่ไม่ดีเป็นระยะเวลานานจะส่งผลให้ปลาเกิด
ความเครียด ภูมิคุ้มกันอาจต่ำลง จนส่งผลให้เกิดการติดต่อของโรคได้
โรคติดต่อที่เกิดขึ้นกับปลาทะเลสวยงามที่เลี้ยง หากปล่อยให้ปลาเหล่านั้นติดเชื้อ
หรือเป็นโรคแล้ว การรักษาจะทำให้เปอร์เซ็นต์การรอดหรือหายจากการติดเชื้อโรคได้น้อยมาก
ดังนั้นการควบคุมโรคติดต่อควรใส่ใจด้านการป้องกันและจัดการสภาพแวดล้อมให้อยู่ในสภาพ
ที่ดี ก่อนที่จะเกิดผลเสียตามมา การรักษาโรคทุกชนิดควรทำตามแบบแผนเดียวกันคือ
การแยกปลาออกรักษานอกตู้เลี้ยง จำเป็นต้องติดตั้งฮีตเตอร์ให้อุณหภูมิคงที่ประมาณ 29
องศาเซลเซียส ตลอดทั้งวัน จากนั้นใช้สารเคมีให้ตรงกับการวินิจฉัยโรค หากมีการ
เปลี่ยนแปลงคุณภาพน้ำทางกายภาพ เช่น น้ำขุ่น มีตะกอน ฯลฯ ควรมีการเปลี่ยนถ่ายน้ำเป็น
ประจำ แต่น้ำที่นำมาเปลี่ยนถ่ายต้องมีคุณภาพน้ำและอุณหภูมิใกล้เคียงน้ำที่รักษาอยู่เดิม

โดย: kawaiiz [2 เม.ย. 54 1:41] ( IP A:49.49.93.147 X: )
ความคิดเห็นที่ 16
   โรค Amyloodinium หรือโรคจุดสนิม

เป็นโรคที่เกิดจากปรสิตกลุ่ม Dinoflagellate ชื่อว่า Amyloodinium ocellatum
รูปร่างทรงกลม เกาะติดอยู่ภายนอกลำตัว ครีบ เหงือก มีน้ำตาล สังเกตค่อนข้างยาก
ขนาดประมาณ 80 ไมครอน มักเกิดในปลาที่มีขนาดเล็ก หรือการติดเชื้อในโรงเพาะฟัก
พบมากในการอนุบาลปลาการ์ตูน ลักษณะปลาจะว่ายกระสับกระส่าย เอาลำตัวถูหินหรือวัสดุ
ใต้น้ำ หายใจถี่ผิดปกติ

โรคจุดขาว

เป็นโรคที่เกิดจาก โปรโตซัวกลุ่ม Ciliate protozoan ชื่อว่า Cryptocaryon
irritans ลักษณะคล้ายก้อนกลมสีขาว ฝังตัวอยู่ในเนื้อเยื่อชั้นแรกของลำตัว และเหงือก
ดูคล้ายกับการปะแป้ง ปลาจะมีอาการว่ายทุรนทุราย หายใจถี่ เอาลำตัวถูหิน สามารถเกิดได้
กับปลาทุกชนิด ไม่ควรนำใช้ผ้าเช็ดตัวปลา แม้ว่าจะทำให้จุดขาวดังกล่าวหลุดออก แต่กลับจะ
สร้างรูบาดแผลและรอยถลอกบนชั้นผิวด้านนอก ทำให้มีการติดเชื้อซ้ำซ้อนและตายได้
การรักษาควรแยกออกรักษาเพื่อป้องกันการติดเชื้อลุกลามไปสู่ตัวอื่น

โดย: kawaiiz [2 เม.ย. 54 1:43] ( IP A:49.49.93.147 X: )
ความคิดเห็นที่ 17
   โรคติดเชื้อแบคทีเรีย

โรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียหลายชนิด มีลักษณะแสดงอาการได้หลายรูปแบบ เช่น
ท้องบวม ตาบวม ปากบวม เกล็ดตั้ง เกล็ดช้ำ ครีบกร่อน เหงือกกร่อน ขี้ขาวไม่ขาดจากช่อง
ทวาร หายใจถี่ ลำตัวซีด เป็นแผล ผุพองเป็นหนองหรือฝี อาการเหล่านี้จะแสดงออกมาเมือ
ปลาติดเชื้อขั้นสุดท้ายแล้วการรักษาจึงไม่ได้ผลเท่าที่ควร สารเคมีที่ใช้จะแบ่งออกเป็น 2
ประเภท คือ ยาฆ่าเชื้อ1และยาปฏิชีวนะ2 โดยยาฆ่าเชื้อนิยมละลายน้ำเพื่อลดเชื้อแบคทีเรีย
ที่อยู่ในมวลน้ำ ส่วนยาปฏิชีวนะสำหรับปลากินและต้องกินอย่างต่อเนื่อง จึงมีผลยับยั้งและฆ่า
เชื้อโรค

โดย: kawaiiz [2 เม.ย. 54 1:44] ( IP A:49.49.93.147 X: )
ความคิดเห็นที่ 18
   โรคเมือกขุ่น หรือ Brooklynella

โรคเมือกขุ่นเกิดจากโปรโตซัวกลุ่ม Ciliate protozoa ชื่อว่า Brooklynella hostilis
ปลาที่ติดเชื้อมีลักษณะมีเมือกสีขาว คลุมบริเวณลำตัว ด้านหน้า ลูกตา ครีบ บางครั้งพบว่า
ลอกออกเป็นแผ่นขาวแต่อีกส่วนหนึ่งยังติดอยู่ที่ลำตัวปลา ปลาจะมีอาการซึม โรคนี้ใช้ระยะ
เวลาประมาณ 4-5 วันหากติดเชื้อและไม่มีการรักษา เมื่อปลาติดเชื้ออย่างรุนแรงจะว่าย
ทุรนทุราย ไม่เป็นปกติ จนกระทั่งตายลง การรักษาใช้ฟอร์มาลีนความเข้มข้น 20 mg/l
รวมกับ เมทีลีนบูล 10 mg/l เปลี่ยนถ่ายน้ำน้ำมีลักษณะขุ่น เป็นระยะเวลา 15 วัน
โดย: kawaiiz [2 เม.ย. 54 1:45] ( IP A:49.49.93.147 X: )
ความคิดเห็นที่ 19
   คืนนี้ ขอเพียงเท่านี้ก่อนนะครับ ไว้เจออะไร จะมาเพิ่มให้อีกครับ

ขอขอบคุณ

แหล่งข้อมูลจาก

https://www.aqfarm.com
และ
บทความดีๆจาก คุณ สหภพ ดอกแก้ว และ คุณพงศ์เชฏฐ์ พิชิตกุล
คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ฯลฯ
โดย: kawaiiz [2 เม.ย. 54 1:48] ( IP A:49.49.93.147 X: )

คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน