ความรู้และข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับ ฟิชสปา (Fish Spa)ตอนที่3
   3.ระบบบำบัดน้ำ ระบบกรองและฆ่าเชื้อโรค
ในที่สุด เราก็มาถึงหัวใจของระบบฟิชสปากันแล้วนะครับ หัวใจของสปาก็คือความสะอาด และผ่อนคลายเช่นใด หัวใจของฟิชสปาก็อยู่ตรงนั้นครับ เป็นที่ทราบหลักการกันแล้วว่า เราจะไม่มีการใช้ยาและสารเคมีใดๆในระบบฟิชสปาของเรา เพื่อความปลอดภัยของลูกค้าเป็นหลัก ดังนั้น น้ำในตู้ซึ่งแช่ทั้งปลาทั้งเท้าจะสะอาดได้อย่างไรบ้าง เรามาดูกันครับ
การเติมอากาศลงไปในน้ำ
ใช้หลักการง่ายๆครับก็คือ การใช้เครื่องมือในการเป่าอากาศลงไปในน้ำโดยตรงนั่นเอง เราเรียกง่ายๆว่าปัมพ์ลม หรือชาวบ้านชอบเรียกกันว่า เครื่องออกซิเจน นั่นเองครับ จริงๆแล้ว ปัมพ์ลมจะเป่าลมหรืออากาศลงไปครับ ไม่ใช่เครื่องมือสำหรับสร้างและเป่าออกซิเจนบริสุทธิ์แต่ประการใดและในอากาศที่เราหายใจนั้นก็มีออกซิเจนเจือปนอยู่แล้วส่วนหนึ่งครับ เมื่ออากาศถูกเป่าลงไปในน้ำ ก็จะเกิดการแลกเปลี่ยนออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งกันและกัน ทำให้ปลาสามารถนำออกซิเจนไปใช้ได้มากขึ้นและกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์ในน้ำให้ลดลงครับ ปลาการา เป็นปลาที่ชอบน้ำไหลแรงและมีออกซิเจนสุงมากๆครับในธรรมชาติ ดังนั้น เมื่อเรานำมาเลี้ยงในตู้สปาที่มีความหนาแน่นของปลาสูง แถมเอาเท้าลงไปแช่อีก ก็ย่อมต้องกาออกซิเจนสูงมากเช่นกัน ดังนั้น ปัมพ์ลมจึงขาดไม่ได้ตลอด 24 ครับ เพราะปลาหายใจตลอดเวลาเหมือนคนเรานั่นเอง ปัมพ์ลมที่เลือกใช้ ควรอย่างยิ่งที่จะต้องเป็นปัมพ์ลมแบบสำรองไฟได้ นั่นก็คือ ถึงแม้จะไฟดับ ปัมพ์ลมก็จะทำงานไปได้ต่อเนื่องเนื่องจากมีการชาร์จประจุไฟฟ้าเก็บไว้ในตัวได้นั่นเองครับ นอกจากปลาจะนำอากาศไปใช้ในการหายใจแล้ว ออกซิเจนยังทำให้น้ำสะอาดได้อีกด้วยครับ เนื่องจากจุลินทรีย์ที่ย่อยสลายของเสียในน้ำ ก็ต้องการออกซิเจนในการดำรงชีวิตเช่นกันครับดังที่จะกล่าวต่อไป

โดย: RoF (เจ้าบ้าน ) [15 ต.ค. 52 15:24] ( IP A:58.9.142.27 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
   ระบบกรองกายภาพและชีวภาพ

ระบบกรองเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการเลี้ยงปลา ตลอดจนการเลี้ยงปลาดูดเท้าในระบบฟิชสปาครับ ระบบกรองในส่วนที่ทำหน้าที่ในการกรองตะกอนทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็กเราเรียกว่า ระบบกรองกายภาพ ส่วนระบบกรองที่ทำหน้าที่กำจัดของเสียที่ละลายน้ำได้อันเกิดจากสารอินทรีย์ที่เน่าสลายในตู้เราจะเรียกกว่า กรองชีวภาพครับ

ระบบกรองกายภาพนั้น ทำงานง่ายๆด้วยการใช้วัสดุที่มีรูพรุนหรือมีช่องขนาดเล็กซับซ้อน ในการดักจับตะกอนหรืออนุภาคขนาดต่างๆที่ล่องลอยอยู่ในน้ำนั่นเองครับ ไม่ว่าจะเป็นขี้ปลา เศษเนื้อเท้า ฝุ่นละออง เศษอาหารปลาและขยะต่างๆ โดยหลักๆแล้วสำหรับฟิชสปา เราจะใช้ใยแก้ว ซึ่งหาซื้อได้ตามร้านขายอุปกรณ์ปลาทั่วไป ในการทำหน้าที่ตรงนี้ครับ โดยใยแก้วจะดักจับสิ่งเหล่านี้ไว้ให้ติดค้างอยู่ที่ตัวใยแก้ว เมื่อมากขึ้นก็จะตันทำให้น้ำไหลได้ลำบาก เราก็ต้องเอามาซักหรือเปลี่ยนผืนใหม่ครับ ทำบ่อยๆไว้เป็นดี ไม่ตายตัวเช่นกันชึ้นกับความสกปรกจากตะกอนในแต่ละวัน นอกจากใยแก้วแล้วก็จะมีใยกรองซึ่งทำจากวัสดุตางๆมากมายหลายรูปแบบครับ ไม่ว่าจะเป็นฟองน้ำสังเคราะห์ ใยพลาสติกสังเคราะห์ ความละเอียดต่างๆกันออกไปมากมาย ยิ่งละเอียดมากยิ่งจับตะกอนละเอียดได้ดีแต่อุดตันเร็ว ดังนั้น ควรเลือกที่เหมาะสมกับงานครับ

โดย: RoF (เจ้าบ้าน ) [15 ต.ค. 52 15:42] ( IP A:58.9.142.27 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
   ระบบกรองชีวภาพนั้น เกิดจากการทำงานของแบคทีเรียจำพวกหนึ่งซึ่งเราเรียกว่า ไนตริฟลายอิ้งแบคทีเรีย (Nitrifying Bacteria) ในการเปลี่ยนรูปสารอินทรีย์ต่างๆที่เน่าเสียและเป็นพิษ ให้ไปอยู่ในรูปที่มีพิษน้อยลงกว่าเดิมหลายเท่าครับ อธิบายง่ายๆคร่าวๆว่า แบคทีเรียจะเปลี่ยน แอมโมเนีย ซึ่งเป็นของเสียที่เกิดจากการย่อยสลายสารประกอบโปรตีน (Ammonification) มีความเป็นพิษสูง ให้กลายเป็น ไนไตรท์ ซึ่งก็ยังมีพิษต่อสัตว์น้ำอยู่เช่นกัน ต่อจากนั้น ไนไตรท์จะถูกเปลี่ยนต่อเป็นไนเตรท (Nitrification) ที่มีความเป็นพิษน้อยมากๆจนไม่เป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำหากมีปริมาณไม่มากจนเกินระดับที่เหมาะสมครับ แอมโมเนียนั้นเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาจากการเน่าเสียของขี้ปลา เศษอาหาร คราบไคล เซลที่ตายแล้วของเรา ตลอดจนเศษเนื้อต่างๆซึ่งมีโปรตีนเป็นองค์ประกอบครับ

โดย: RoF (เจ้าบ้าน ) [15 ต.ค. 52 16:03] ( IP A:58.9.142.27 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
   แบคทีเรียกลุ่มนี้นั้น จะอาศัยอยู่ทั่วไปหมดในถังกรองและระบบกรองของเรา รวมทั้งในตู้ปลา บนพื้นตู้ ข้างตู้ ในท่อน้ำ และทุกๆที่ที่มีพื้นที่ผิวให้เกาะและน้ำไหลผ่าน ดังนั้น ที่ใดที่มีปริมาตรเท่ากัน และมีพื้นที่ผิวให้เกาะมากกว่า ก็ย่อมมีแบคทีเรียพวกนี้อาศัยอยู่มากกว่าตามไปด้วยครับ การที่เราจะเพิ่มพื้นที่ผิวในปริมาตรของถังกรองที่เท่าเดิมนั้น ก็คือการใส่วัสดุที่มีพื้นที่ผิวมากๆลงไปนั่นเองครับ สิ่งเหล่านี้เราจะเรียกว่า สับสเตรท (substrate) นั่นเองครับ สับสเตรทที่ดีต้องมีพื้นที่ผิวมากที่สุดในปริมาตรที่น้อยที่สุด ดังนั้นพื้นที่ผิวจึงเกิดจากการที่สับสเตรทชนิดนั้นมีรูพรุนบนตัวมันเองมากๆนั่นเอง ยิ่งมีรูพรุนมาก ซับซ้อนเท่าไร ก็จะยิ่งมีพื้นที่ผิวสำหรับให้แบคทีเรียเกาะอาศัยมากขึ้นตามไปด้วย เมื่อในถังกรองของเรา ประกอบไปด้วยสับสเตรทหลายก้อน หลายอนุภาค จนเต็ม พื้นที่ผิวที่เพิ่มขึ้นจึงมหาศาล ทำให้มีแบคทีเรียที่ช่วยย่อยสลายของเสียมหาศาลตามไปด้วยครับ ดังนั้น ยิ่งถ้าเรามีปริมาตรของระบบกรองที่ใหญ่ ก็ย่อมใส่สับสเตรทได้มากกว่า และยิ่งมีพื้นที่ผิวมากกว่า ทำให้มีแบคทีเรียที่จะย่อยและกำจัดของเสียพวกนี้ได้มากกว่าตามไปด้วยนั่นเอง ส่วนระบบกรองที่เล็กเกินไป หรือใช้สับสเตรทที่ไร้คุณภาพ ก็จะมีแบคทีเรียอยู่น้อยจนอาจไม่เพียงพอในการย่อยสลายของเสียเหล่านี้ ผลที่เกิดขึ้นเราเรียกกันง่ายๆว่า น้ำเน่า ครับ ปกติแล้วระบบกรองชีวภาพจะทำงานได้เต็มที่เมื่อเวลาผ่านไป 1 เดือนหลังการเริ่มใช้งานครับ โดยแบคทีเรียเหล่านี้จะเกิดขึ้นและขยายพันธุ์เองตามธรรมชาติ ไม่จำเป็นต้องซื้อให้เสียเงินครับ ในช่วงแรกๆที่เราเริ่มทำการปล่อยปลานั้น ระบบกรองชีวภาพของเราจะมีแบคทีเรียอาศัยอยู่น้อยมากๆครับ น้อยจนแทบไม่สามารถกำจัดของเสียได้อย่างทันท่วงที ดังนั้น จะเห็นได้ชัดเจนว่า ในช่วงแรกๆนั้น น้ำจะขุ่นง่าย เป็นฟองง่าย กว่าที่เราคิด ก็เพราะมีของเสียตกค้างมากกว่าการรองรับของแบคทีเรียนั่นเอง ดังนั้นในช่วงนี้ เราจึงต้องทำการ ช่วยเหลือ ระบบกรองชีวภาพไปพลางๆก่อนครับ วิธีการทำนั้นก็ง่ายมากๆครับ นั่นก็คือ การเปลี่ยนน้ำนั่นเอง ซึ่งอาจจะต้องเปลี่ยนบ่อยหน่อย สู้กับความขุ่นของน้ำแบบตัวต่อตัว ส่วนฟองถ้ามากเกินไปก็ตักออกด้วยกระชอนตาถี่ครับ แปปเดียวก็ใสแล้ว ยิ่งถ้าระบบของเรามีระบบโอเวอร์โฟลว์ก็ยิ่งง่ายเข้าไปใหญ่ครับ แค่เปิดโอเวอร์โฟลว์ให้แรงหน่อย ก็ช่วยไล่น้ำเสียได้เร็วขึ้น เมื่อเวลาผ่านไปสักอาทิตย์ ก็แทบจะหมดปัญหาเหล่านี้แล้วล่ะครับ น้ำจะใสคงที่ชัดเจนขึ้นกว่าตอนแรกตั้งระบบอย่างเห็นได้ชัดเลยทีเดียว

โดย: RoF (เจ้าบ้าน ) [15 ต.ค. 52 16:19] ( IP A:58.9.142.27 X: )
ความคิดเห็นที่ 4
   สับสเตรทนั้นมีมากมายหลายชนิดครับ และมีชนิดใหม่เพิ่มขึ้นทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นดินเผา ดินอัดเม็ด เซอรามิกริง พลาสติกสังเคราะห์รูปแบบต่างๆ ซีเมนต์ เปลือกหอยนางรม มากมายหลายรูปแบบให้เลือกกันจนปวดหัวครับและสรุปไม่ได้ร้อยเปอร์เซนต์ว่าอะไร ดีกว่าอะไร มีแต่ความเหมาะสมในแต่ละสถานการณ์เป็นตัวตัดสินที่ดีที่สุดครับ ส่วนสำหรับฟิชสปานั้นผมแนะนำว่า สับเสตรทที่ควรใช้นั้น ประกอบไปด้วย ไบโอบอล หินพัมมีส และปะการัง ในสัดส่วนที่เหมาะสมครับ

โดย: RoF (เจ้าบ้าน ) [15 ต.ค. 52 16:29] ( IP A:58.9.142.27 X: )
ความคิดเห็นที่ 5
   ไบโอบอล ทำมาจากพลาสติก มีรูปร่างกลมๆ หรือเหลี่ยมๆ ออกแบบให้มีซี่ มีหนามอยู่ตามตัวมากมายเพื่อเพิ่มพื้นที่ผิวนั่นเองครับ ข้อดีคือหาง่าย ราคาไม่แพง น้ำหนักเบา ทนทานไม่สลายตัวไปกับกาลเวลาโดยง่าย แต่ข้อเสียคือพื้นที่ผิวน้อย ไม่มีรูพรุน และการอัดแน่นในถังกรองนั้นน้อยมาก เลยทำให้เกิดช่องว่างมากตามไปด้วยครับ ไบโอบอลมีมากมายหลายแบบหลายยี่ห้อ คุณภาพก็ต่างกัน ไบโอบอลที่ดี ก็คือไบโอบอลที่ออกแบบให้มีพื้นที่ผิวเยอะที่สุด บนปริมาตรที่น้อยที่สุดนั่นเองครับ ลองสังเกตุดูหลายๆยี่ห้อครับ ชื่อของมันก็บอกอยู่แล้วว่า เป็นลูกบอลมีชีวิต นั่นก็หมายความว่า มันมีหน้าที่ให้แบคทีเรียมาอาศัยอยู่นั่นเองครับ แต่ร้านหลายร้านส่วนใหญ่เลย จะเข้าใจผิดเกี่ยวกับไบโอบอล โดยบอกว่า มันเป็นเครื่องสำหรับเพิ่มออกซิเจนในน้ำ จริงๆแล้วหน้าที่ของมันคือ ลดสภาพการขาดออกซิเจนในระบบกรองที่แน่นเกินไปครับ เพราะไบโอบอลมีช่องว่างมากเหลือเกิน แถมยังอัดตัวไม่แน่นอีก จึงทำให้อากาศไหลผ่านได้สะดวก เลยทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนออกซิเจนในอากาศกับน้ำที่ไหลผ่านตามมาด้วยมากขึ้นนั่นเองครับ แต่ทั้งนี้มันก็เป็นข้อเสียไปด้วยในตัวในแง่ของการเป็นวัสดุกรองนั่นเอง

โดย: RoF (เจ้าบ้าน ) [15 ต.ค. 52 16:43] ( IP A:58.9.142.27 X: )
ความคิดเห็นที่ 6
   หินพัมมีส เป็นหินอัคนีชนิดหนึ่ง ที่เกิดจากฟองลาวาภูเขาไฟที่แข็งตัว จึงมีรูพรุนมากจนสามารถลอยน้ำได้ครับ มีรูปร่างค่อนข้างกลมมน ในแต่ละก้อน ข้อดีคือ มีน้ำหนักเบา ทนทาน ราคาไม่แพง ไม่มีความเป็นด่าง และอัดแน่นในกรองได้ดี เหลือพื้นที่ว่างน้อย แต่อาจหาซื้อยากหน่อยครับ เพราะร้านขายปลาส่วนใหญ่รู้จักแต่ไบโอบอลและพยายามยัดเยียดแต่ไบโอบอลให้เราเสมอๆ

โดย: RoF (เจ้าบ้าน ) [15 ต.ค. 52 16:47] ( IP A:58.9.142.27 X: )
ความคิดเห็นที่ 7
   ปะการัง ในที่นี้หมายถึงเศษซากปะการังชนิดต่างๆที่มีโครงสร้างเป็นหินปูนแข็งนั่นเองครับ ข้อดีคือ เป็นสับสเตรทที่มีรูปแบบรูพรุนที่มีคุณภาพสูงสุด อัดแน่นได้ดี สามารถเพิ่มแคลเซี่ยมให้กับปลาเพื่อใช้ในการดำรงชีวิตได้ ข้อเสียคือ ผิดกฎหมาย ราคาแพง หาซื้อยาก น้ำหนักมาก และอาจทำให้น้ำกระด้างได้ ถ้าใช้เยอะเกินไปครับ

โดย: RoF (เจ้าบ้าน ) [15 ต.ค. 52 16:48] ( IP A:58.9.142.27 X: )
ความคิดเห็นที่ 8
   ในระบบกรองของเรานั้น ไบโอบอลอาจจะมีหรือไม่มีเลยก็ได้ครับ เพราะเป็นสับสเตรทที่พื้นที่ผิวน้อย การอัดตัวก็ไม่แน่น ยิ่งทำให้เราใส่สับสเตรทลงในถังกรองได้น้อยเข้าไปใหญ่ และเราก็ไม่ต้องกลัวการขาดออกซิเจนอยู่แล้วเพราะเราเพิ่มให้อย่างเหลือเฟือในตู้ปลา ส่วนในระบบกรองนั้นก็ไม่แน่นเกินไปที่จะเกิดสภาพขาดออกซิเจนได้ และถ้ามันเกิดได้บ้างในบางส่วนของถังกรอง ก็จะเป็นข้อดี เพราะจำทำให้เกิดขบวนการดีไนตริฟิเคชั่น (Denitrification)โดยแบคทีเรียที่ไม่ใช้ออกซิเจน เปลี่ยนไนเตรทให้กลับกลายเป็นก๊าซไนโตรเจนกลับสู่อากาศนั่นเองครับ

ส่วนใหญ่เราจะใช้ไบโอบอลในการเพิ่มความโปร่งของระบบกรองกันการอุดตันในจุดต่างๆที่จำเป็นเท่านั้นพอครับ ส่วนหินพัมมีสและปะการังก็ใช้อย่างละครึ่งหรือจะผสมๆกันแล้วอัดใส่ระบบกรองเราก็ได้ครับ ให้อัตราส่วนของหินพัมมีสมากกว่าปะการังบ้างก็พอ

โดย: RoF (เจ้าบ้าน ) [15 ต.ค. 52 17:01] ( IP A:58.9.142.27 X: )
ความคิดเห็นที่ 9
   ส่วนใยแก้วที่ทำหน้าที่เป็นกรองกายภาพนั้น แท้จริงแล้วแบคทีเรียก็มาอาศัยอยู่ได้เช่นกันครับ เพียงแต่ว่า เรามอบหน้าที่หลักของมันให้กลายเป็นกรองกายภาพ เพราะว่าความถี่แน่นของมันมากกว่าสับสเตรท จนสามารถกรองตะกอนได้ดีกว่านั่นเอง ส่วนสับสเตรทนั้นในทางกลับกัน ก็สามารถทำหน้าที่เป็นกรองกายภาพไปด้วยในตัว เพราะว่ารูพรุนดังกล่าว สามารถดักจับตะกอนได้ แต่เราไม่ต้องการเช่นนั้นเพราะจะเป็นการเสียพื้นที่ผิวสำหรับแบคทีเรียไปโดยปริยาย ถ้ารูพรุนถูกอุดตันจริงมั้ยครับ ดังนั้น เราจึงเอาส่วนที่เป็นกรองกายภาพหรือใยแก้ว ไว้ในตำแหน่งที่รับน้ำสกปรกจากตู้ปลาเป็นอันดับแรก เพื่อกันตะกอนไม่ให้ตกลงไปอุดตัน ในชั้นสับสเตรทที่แบคทีเรียอาศัยอยู่นั่นเองครับ แค่ปูใยแก้วให้หนาๆหน่อยสักสองชั้นก็พอครับ และหมั่นทำความสะอาด ก็จะไม่เกิดการอุดตันเกิดขึ้น หรือเกิดก็มีน้อยมากและใช้กันไปหลายปีครับเผลอๆอยู่จนเลิกกิจการด้วยซ้ำไปครับ

โดย: RoF (เจ้าบ้าน ) [15 ต.ค. 52 17:07] ( IP A:58.9.142.27 X: )
ความคิดเห็นที่ 10
   เดี๋ยวไว้มาอัพต่อนะครับ งานเข้าอีกแล้ว อ่านข้อมูลแบบดิบๆด้านล่างไปก่อนครับผม ขอบคุณครับ



เมื่อเข้าใจถึงหลักการของการกรองทั้งสองแบบแล้ว ก็ลงมาถึงตัวกรอง หรือถังกรองกันครับ อย่างที่บอกไปแล้วว่า ยิ่งใหญ่ ก็ยิ่งดี แต่ก็ไม่ใช่หมายความว่า ใหญ่จนโอเวอร์นะครับ มันจะไร้ประโยชน์ ปกติแล้วในระบบฟิชสปาเราควรใช้ถังกรองให้มีปริมาตรประมาณ 1 ใน 4 ส่วนของปริมาตรตู้ และไม่ควรต่ำกว่า 1 ใน 6 ส่วนของปริมาตรตู้ครับ จะได้ผลดีที่สุด แต่ในทางปฏิบัติ ถ้าเรามีระบบน้ำล้น หรือ โอเวอร์โฟลว์ช่วยด้วย และมีการเปลี่ยนถ่ายน้ำที่ดี ตลอดจนการดูแลความสะอาด และการจัดการด้านอื่นๆช่วยด้วยแล้ว เราก็อาจจะใช้ระบบกรองให้มีสัดส่วนที่เล็กลงกว่านี้ได้เช่นกันครับ
ถังกรองนั้นมีหลายแบบครับ ประสิทธิภาพของถังกรองนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับรูปลักษณ์ภายนอกที่สวยงามดูไฮเทคแต่อย่างใดนะครับ แต่ขึ้นอยู่กับปริมาตร คุณภาพสับสเตรท ตลอดจนอัตราการไหลของน้ำเป็นสำคัญครับ ซึ่งทุกอย่างสัมพันธ์กัน บางที่ ใช้กรองแบบสุญญากาศ หรือ canister filter ซึ่งเป็นถังกรองสำเร็จรูปซึ่งออกแบบขึ้นมาให้ใช้กับการเลี้ยงปลา ข้อดีคือสวยงาม สามารถวางเก็บที่ใดก็ได้ โดยเฉพาะการวางต่ำกว่าระดับน้ำในตู้ ดังนั้น จึงมีคนทำตู้สปาขายหลายต่อหลายที่เลือกเอาถังกรองแบบนี้มาใช้กัน เพราะมันง่ายต่อการติดตั้งและการขายครับ แต่ข้อเสียของถังกรองแบบนี้ก็คือ มีปริมาตรที่น้อยมากๆ จนมิอาจรองรับของเสียในระบบสปาของเราซึ่งมีปลาหนาแน่น และมีการแช่เท้าลงไปได้ เพราะถูกออกแบบมาใช้สำหรับสภาพการเลี้ยงปลาปกติเท่านั้นครับ นอกจากนั้น ระบบกรองแบบนี้ ยังเป็นระบบกรองแบบ ล่างขึ้นบน กล่าวคือ การกรองแบบกายภาพ จะเกิดขึ้นด้านล่างของถังกรอง แทนที่ควรจะอยู่ด้านบน ดังนั้น การทำความสะอาดจึงยาก เพราะต้องรื้อสับสเตรทออกมาให้หมดก่อน จึงจะทำความสะอาดหรือเปลี่ยนใยแก้วที่อยู่ล่างสุดได้ ผลก็คือ ไม่สามารถทำตอนที่มีลูกค้าใช้บริการได้ เพราะต้องเปิดที่นั่งและรื้อกรอง หรือกลัวใครเห็นความลับนั่นแหละครับ ระบบกรองแบบถังก็เลยกลายเป็นที่หมักหมมสุดสกปรกของขี้ปลาขี้เท้า ไปทั้งวันโดยปริยาย เมื่อรวมกับความเล็กของถัง และการไม่สามารถใช้ระบบโอเวอร์โฟลว์หรือน้ำใหม่หมุนเวียนได้แล้ว ก็ยิ่งสกปรกจนนึกไม่ถึงครับ แต่ทำไม ยังขายดี ? ก็เพราะผู้ซื้อที่ยังปราศจากความรู้ และหลงรูปลักษณะภายนอกที่ดูกระทัดรัด สวยงาม หลอกตานั่นเองครับ ไม่ต่างอะไรนักกับการกั้นกรองตู้ปลาด้วยกระจกเป็นช่องกรองเล็กๆ แล้วซ่อนไว้ใต้เก้าอี้อย่างที่พูดถึงไปก่อนหน้านี้แล้วแต่อย่างใดครับ
นอกจากนั้น ยังมีผู้ใช้กรองน้ำดื่มซึ่งถูกออกแบบมาให้ใช้สำหรับกรองน้ำประปาหรือน้ำที่สะอาดอยู่แล้วเท่านั้น มาใช้กับระบบฟิชสปาแล้วอ้างว่า ทำให้น้ำสะอาดเหมือนน้ำดื่ม แต่ความนั้น เครื่องกรองน้ำดื่มนั้น ไม่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับนำมากรองในระบบการเลี้ยงปลาและฟิชสปาครับ ดังนี้
1. ปริมาตรของกรองน้ำดื่ม มีขนาดเล็กมากๆ เมื่อเทียบกับถังกรองเต็มรูปแบบของเรา ดังนั้น ความสามารถในการย่อยสลายของเสียด้วยกระบวนการไนตริฟิเคชั่น ตลอดจนความสามารถในการกักเก็บตะกอน ย่อมน้อยกว่าหลายๆเท่าตัวครับ
2. ผู้หลงผิดมักจะอ้างว่า กรองน้ำดื่ม ของเขาทำให้น้ำสะอาดมากเพราะเป็นกรองทำน้ำดื่ม อันนี คือการเบี่ยงเบนประเด็นและหลอกลวงต้มตุ๋นอย่างน่าเกลียดครับ เพราะว่า ในระบบฟิชสปานั้น สิ่งที่ฆ่าเชื้อโรคในระบบได้ มีเพียง ยูวี และโอโซนเท่านั้นครับ กรองน้ำดื่ม จะมีวัสดุกรองที่ละเอียด จนถึงขั้นกรองตะกอนและเชื้อโรคได้บางชนิดก็จริงครับ แต่อย่าลืมว่า การกรองระดับดังกล่าว เป็นการกรองที่สะอาดเกินจำเป็น และเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ เพราะว่า เครื่องกรองน้ำดื่มนั้น ถูกออกแบบให้มากรองน้ำประปาครับ ซึ่งน้ำประปานั้น ได้ผ่านการบำบัดมาแล้วเป็นอย่างดี ทั้งความใส สะอาด ไม่มีตะกอน และปราศจากเชื้อโรคและสารพิษในระดับหนึ่งแล้ว กรองน้ำดื่ม จึงมีหน้าที่มา ทำน้ำ ที่สะอาดอยู่แล้ว ให้สะอาดยิ่งขึ้นจนดื่มได้ครับ แต่สำหรับการเลี้ยงปลา หรือฟิชสปาแล้ว ต่างกันโดยสิ้นเชิง เพราะน้ำที่มาจากการเลี้ยงปลาและแช่เท้านั้น เต็มไปด้วยตะกอนขนาดใหญ่มากมายครับ ไม่เหมือนกับน้ำประปาสะอาดๆที่ไหลผ่านเข้ากรองน้ำดื่มซึ่งต่างกันโดยสิ้นเชิง ดังนั้น ตะกอนขนาดใหญ่มากมายนั้น ก็จะไปอุดตันระบบกรองระบบกรองน้ำดื่มอย่างรวดเร็ว จนทำงานไม่ได้ในระยะเวลาอันสั้นมากๆครับ เพราะเขาออกแบบวัสดุกรองมาเพื่อใช้กับน้ำสะอาดเช่นน้ำประปา ไม่ได้ออกแบบมาให้ใช้กับน้ำเลี้ยงปลาแต่อย่างใด
แล้วอะไรตามมา? ถ้าท่านเคยแกะกรองน้ำดื่มออกดู จะเห็นได้ว่า มีปริมาตรเพียงเล็กน้อยสำหรับใส่วัสดุกรองต่างๆ เช่น คาร์บอน เรซิ่น และไส้กรองแบบละเอียด ทุกอย่างถูกออกแบบมาให้มีขนาดเล็ก และละเอียดเพื่อรองรับน้ำที่ปราศจากตะกอนใหญ่ และสะอาดในระดับหนึ่งเช่นนั้นประปาอยู่แล้วครับ ดังนั้น เมื่อมารองรับน้ำที่มีตะกอนใหญ่แขวนลอยมากมาย เช่นเศษเนื้อเท้า ขี้ปลา เศษอาหาร ฯลฯ ก็จะอุดตันอย่างรวดเร็ว จากความละเอียดเกินจำเป็นของวัสดุกรอง และจากปริมาตรที่เล็กเกินกว่าที่จะรอบรับสิ่งสกปรกทั้งหมดได้ ผลก็คือ เกิดการอุดตัน นั่นเองครับ คงไม่สนุกแน่ครับ ที่เราจะต้องเปลี่ยนไส้กรองน้ำกินแพงๆ ทุกวัน จริงมั้ยครับ ทีนี้ ทำไงดีล่ะครับ
เมื่อมือใหม่อยากรวยกับสปา พบปัญหาพวกนี้เข้า ซึ่งเกิดได้เร็วมากในชั่วข้ามวัน เค้าก็เลยหาทางออกง่ายๆ ด้วยวิธีการตบตา เช่น เปลี่ยนเอาวัสดุกรองละเอียดต่างๆ ออกจากเครื่องกรองน้ำดื่ม แล้วยัดวัสดุกรองหยาบๆลงไปแทน เพื่อไม่ให้อุดตันเร็ว...ผลก็คือ มันก็จะกลายเป็น เครื่องกรองน้ำเล็กๆ ที่มีวัสดุกรองไม่มีคุณภาพแทนครับ แต่ไม่อุดตันง่ายเท่านั้นเอง ซึ่งประสิทธิภาพไม่สามารถเทียบระบบกรองขนาดใหญ่ที่มีสับสเตรทคุณภาพดีได้เลยแม้แต่น้อยครับ แต่มิจฉาชีพ กลับบอกลูกค้าว่า ใช้กรองอย่าดีเพราะเป็นกรองน้ำดื่ม เลยทำให้น้ำสะอาดเหมือนน้ำดื่ม เหมือนเดิม...โดยอาศัยรูปลักษณะภายนอกของกรองน้ำดื่มมาหลอกท่าน รู้แบบนี้แล้ว ท่านจะยังยอมให้คนพวกนี้หลอกเราอยู่อีกหรือ?
มาถึงตรงนี้แล้วผมคิดว่าทุกท่านคงเข้าใจในเรื่องหัวใจของถังกรองไม่มากก็น้อยจากหลักการและตัวอย่างที่ยกมาอธิบายนะครับ จะเห็นได้ชัดเจนว่าประสิทธิภาพของกรองนั้นไม่ได้อยู่ที่รูปร่างหน้าตา แต่อยู่ที่ปริมตรที่เหมาะสม และสับสเตรทที่มีคุณภาพนั่นแหละครับ ถ้าสมมุติว่า เราจะเลือกใช้ลักษณะรูปร่างกรองแบบกั้นกระจก กรองถังสุญญากาศ หรือกรองแบบน้ำดื่ม ฯลฯนั้น เราก็สามารถทำให้มันมีประสิทธิภาพเพียงพอได้ ก็แค่เพิ่มขนาดให้เหมาะสม และใช้สับสเตรทที่มีคุณภาพครับ บางที่ใช้ไบโอบอลล้วนๆเลยก็มี แต่ในทางปฏิบัตินั้น ทำได้ยากครับ เพราะระบบกรองแบบนั้นถูกจำกัดด้วยพื้นที่การวาง ที่มักจะต้องวางซ่อนไว้ในช่องเล็กๆใต้เก้าอีกเสมอ หรือไม่ก็จำกัดด้วยรูปร่างลักษณะที่ตายตัวมาตั้งแต่การผลิตครับ เพราะเขาออกแบบมาเพื่อการอื่นโดยเฉพาะ ไม่ใช่สำหรับตู้ฟิชสปานั่นเอง
ดังนั้น ถังกรองอีกแบบที่ควรใช้ก็คือ ถังกรองแบบดัดแปลง โดยเราสามารถดัดแปลงถังเก็บน้ำขนาดใหญ่ต่างๆให้กลายเป็นระบบกรองของเราได้โดยง่ายครับ โดยการต่อท่อ เพิ่มวาล์วบังคับทิศทางน้ำ เพื่อการกรองและล้างย้อน (back wash) ซึ่งจะกล่าวต่อไป ในการทำความสะอาดสับสเตรท และจัดใส่สับสเตรทที่มีคุณภาพลงไป วิธีการนี้เราสามารถเลือกขนาดถังที่จะนำมาใช้ในการกรองได้อย่างเหมาะสมกับขนาดตู้ปลาของเราอย่างอิสระครับ การติดตั้งก็จะเป็นอิสระจากตู้ปลา เฟอร์นิเจอร์ที่นั่งโดยเชื่อมต่อกันด้วยท่อประปา อีกทั้งข้อดีมากๆของระบบแบบนี้ก็คือ เคลื่อนย้ายง่าย และสามารถติดตั้ง ณ. จุดอับสายตาใดๆก็ได้หรือใกล้ๆตู้ก็ได้ครับ นอกจากนั้นยังสามารถทำการเปลี่ยนถ่ายน้ำ เพิ่มน้ำ ลดน้ำในตู้ ตลอดจนล้างทำความสะอาดกรองแบบล้างย้อน ได้โดยที่ไม่ต้องรบกวนลูกค้า หรือทำได้โดยที่ลูกค้ามองไม่เห็นหรือรู้สึกถูกรบกวนใดๆครับ
ยิ่งถ้าเราได้เชื่อมระบบของเราเข้ากับน้ำประปา ที่ผ่านเครื่องกรองคลอรีนเข้าไปด้วยแล้ว พร้อมกับการเชื่อมเข้ากับทางน้ำทิ้งหรือท่อระบายน้ำ นอกจากเราจะเปลี่ยนถ่ายน้ำได้สะดวกแล้ว เราจะได้ระบบใหม่เกิดขึ้นมา เรียกว่า โอเวอร์โฟลว์ นั่นเองครับ ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกรองคลอรีนกันก่อนครับ
กรองคลอรีนคืออะไร?
อย่างที่เคยเกร่นไปแล้วครับว่า การทำฟิชสปา ก็คือ การเลี้ยงปลารูปแบบหนึ่ง ดังนั้น เราจะคิดให้ก่อนเลยว่า ลูกค้าต้องเลี้ยงปลาให้ได้ง่าย และสะดวกที่สุดถึงแม้จะไม่มีความรู้เรื่องการเลี้ยงปลามาก่อน สิ่งที่สำคัญที่สุดในการเลี้ยงปลาคือ น้ำครับ ฟิชสปาแทบทุกแห่งจะใช้น้ำประปา ในการใช้เลี้ยงปลาของเขา เป็นหลัก น้ำประปาก็จะมีคลอรีนซึ่งมีอันตรายต่อปลาและสัตว์น้ำต่างๆซึ่งเป็นที่ทราบกันดีครับ การใช้น้ำประปาโดยตรงโดยไม่ผ่านการกำจัดคลอรีนจะมีความเสี่ยงถึงขนาดทำให้ปลาท่านตายยกบ่อภายในเวลาครึ่งชั่วโมงโดยไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้เลย เพราะปลาในกลุ่มการา ไวต่อคลอรีนเป็นพิเศษครับ กรองคลอรีนประกอบไปด้วยวัสดุกรองที่เรียกว่าแอคติเวเตทคาร์บอน (Activated Carbon) เป็นสารกรองซึ่งสามารถดูดซับคลอรีนไว้ได้เป็นอย่างดีครับ เมื่อการดูดซับเกิดขึ้นมากๆ จะเกิดการอิ่มตัว และเสียคุณสมบัติดังกล่าวไป เราจึงต้องทำการล้างคาร์บอนอยู่เรื่อยๆครับ วิธีการล้างก็ง่ายมากครับคือการเปิดวาล์วล้างย้อน (back wash) นั่นก็คือการบังคับทิศทางน้ำให้ไหลตรงกันข้ามกับทิศทางการกรอง ก็จะเกิดการล้างเกิดขึ้น แล้วน้ำที่ล้างก็จะถูกทิ้งไปในอีกทางหนึ่ง ซึ่งกรองคลอรีนนั้นออกแบบระบบเหล่านี้ไว้ให้เราเรียบร้อยแล้วเช่นกันครับ การล้างกรองคลอรีน ควรทำประมาณ 1-2 เดือนต่อครั้ง ใช้เวลาประมาณ 10-15 นาทีก็พอครับ
ในเรื่องน้ำเลี้ยงปลานั้น ฟิชสปาชื่อดังบางที่นั้น บางครั้งก็ได้แสดงความด้อยความรู้ออกมาให้เห็นบ้างเหมือนกันครับ โดยที่เจอมากับตัวเองเลยก็มีว่า เขาบอกว่า เขาได้ลองเลี้ยงปลาสปาพวกนี้มานานเป็นปีๆแล้ว เลี้ยงไม่เคยรอดเลย ยากมากๆ ไม่รู้ว่าเพราะเหตุผลใดปลาจึงตายตลอด แถมไม่ตอดอีก เค้าลองผิดลองถูกมาเยอะมากจนได้มารู้ความลับว่า ปลาพวกนี้ต้องใช้น้ำ RO เลี้ยงเท่านั้นจึงจะรอด และตอนนี้เขาก็ใช้น้ำอาร์โอ ในการเลี้ยงปลาของเขา และให้ลูกค้าที่ซื้อตู้สปาสำเร็จรูปของเขาไปนั้นใช้น้ำอาร์โอด้วย ไม่งั้นปลาจะตายหมดเพราะไม่สะอาด ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับน้ำอาร์โอ กันก่อนละกันครับ
น้ำ RO คือน้ำที่ผ่านขบวนการที่เรียกว่า รีเวอร์สออสโมสิส (Reverse osmosis) ขบวนการนี้นั้น เป็นการกรองน้ำรูปแบบหนึ่งโดยอาศัยแรงดัน ให้น้ำผ่านเยื่อที่มีรูพรุนขนาดเล็กมากๆ (membrane) ซึ่งจะกรองทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้ไม่ให้ไหลผ่านไป โดยสิ่งที่ไหลผ่านไปได้คือโมเลกุลของน้ำบริสุทธิ์เท่านั้นครับ ดังนั้น น้ำที่ได้จากขบวนการนี้ จึงเป็นน้ำที่ไม่มีอะไรเลย ไม่มีแม้แร่ธาตุที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตของปลาทุกๆอย่างเลยแม้แต่น้อยครับ
ในธรรมชาตินั้น ปลาก็จะอาศัยอยู่ในน้ำปกติ ซึ่งมีแร่ธาตุต่างๆละลายอยู่มากมายซึ่งปลาจะสามารถดึงเอาแร่ธาตุเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์ในการดำรงชีวิตได้ครับ ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นและขาดไม่ได้ตลอดอายุขัยของมัน ไม่มีปลาตัวใดในธรรมชาติที่อาศัยอยู่ในน้ำแบบน้ำROเลยแม้แต่สักชนิดเดียวครับ เมื่อเรานำปลามาใส่ในน้ำ RO แล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นกับเป็นผลร้ายต่อปลาอย่างยิ่งครับ เพราะนอกจากปลาจะไม่ได้รับแร่ธาตุที่จำเป็นใดๆเลยจากน้ำแล้ว ปลายังต้องสูญเสียแร่ธาตุต่างๆในร่างกายออกไปสู่น้ำทางเหงือกอีกด้วยครับ เพราะเนื่องจากความเข้มข้นของแร่ธาตุในเลือดปลานั้น มีสูงกว่าในน้ำซึ่งไม่มีอะไรอยู่เลยมากหลายเท่านั่นเองครับ ผลก็คือปลาจะขาดแร่ธาตุอย่างรุนแรงในช่วงแรกๆที่ได้น้ำ RO ใหม่ๆ แต่ถ้าปลาทนได้และอยู่รอด ก็จะได้รับแร่ธาตุต่างๆคืนมาบ้างจากระบบกรองและจากอาหารที่กินเข้าไปครับ แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นการทำเช่นนั้นเป็นการทรมาณปลาซึ่งไม่มีผลดีเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งยังสิ้นเปลืองมหาศาลด้วยนะครับเพราะน้ำROนั้นมีราคาแพงมากครับต้องซื้อใช้และเครื่องทำน้ำ RO ก็มีราคาแพงกว่าเครื่องกรองคลอรีนน้ำประปา หลายสิบเท่าเช่นกันครับ
นอกจากนั้นแล้ว ผู้ที่แนะนำให้ใช้น้ำRO ยังหลงประเด็นไปไกลลิบอีกว่า น้ำที่เขาใช้นั้นสะอาดมากจนสามารถกินได้ จึงปลอดภัยต่อผู้แช่ร้อยเปอร์เซ็นต์ ผมได้ยินเช่นนั้น อยากจะถามกลับไปสั้นๆว่า ถ้าเอาน้ำดังกล่าวใส่ในตู้ปลาที่มีปลาอยู่แล้วผมเอาเท้าแช่ลงไป คุณจะกล้าตักน้ำนั้นมาดื่มหรือไม่? แน่นอนครับว่า เขาไม่กล้าดื่มน้ำที่เขาอ้างสรรพคุณเหล่านั้นแน่นอน เพราะถึงแม้คุณจะใช้น้ำสะอาดแค่ไหนก็ตามที แต่คุณใส่ลงไปในที่ๆพร้อมจะปนเปื้อนด้วยเชื้อโรคตลอดเวลา น้ำดังกล่าวก็พร้อมที่จะสกปรกและมีเชื้อโรคละลายในน้ำนั้นแทบจะทันทีเช่นกันครับ เปรียบเสมือนคุณเอามีน้ำที่แสนสะอาด แต่กลับรินใส่แก้วที่เปื้อนอาจม คุณจะกล้ากินน้ำในแก้วนั้นอยู่หรือเปล่านั่นเอง ดังนั้นจะเห็นได้ว่า การใช้น้ำ RO ในการทำฟิชสปานั้น เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความอ่อนด้อยความรู้และประสบการณ์ของผู้แนะนำได้อย่างชัดเจนครับ หรือไม่ก็ทั้งหลายทั้งปวงที่เขาแอบอ้างมา ล้วนแต่เป็นเรื่องโกหกทั้งสิ้นเพียงเพื่อให้สปาของเขาดูดี และเรียกราคาแพงๆจากเราได้ครับ ลองพิจารณาดู
แล้วระบบโอเวอร์โฟลว์ (over flow) คือ อะไร?
ระบบโอเวอร์โฟลว์ ก็แปลตามตัวง่ายๆครับ คือ ระบบน้ำล้น นั่นเองครับ อธิบายง่ายๆก็คือ การที่เราเปิดน้ำใหม่ที่มีคุณภาพดี ซึงก็คือน้ำประปาที่ผ่านกรองคลอรีนแล้วนั่นเองครับ มาแทนที่น้ำเก่าตลอดเวลา อย่างช้าๆ โดยน้ำใหม่ที่เติมเข้ามา ก็จะทำให้น้ำเก่าในระบบหรือในตู้ปลาของเราล้นออกไปสู่ท่อน้ำทิ้งนั่นเองครับ
ระบบนี้มีข้อดีคือ ถ้าเราตั้งปริมาณน้ำเข้าไว้ในระดับที่เหมาะสม จะช่วยลดการเปลี่ยนถ่ายน้ำของเรา หรืออาจจะไม่ต้องทำการเปลี่ยนถ่ายน้ำเลยเป็นเวลาหลายๆเดือนครับ เปรียบได้กับว่าเรามีการถ่ายน้ำปลาตลอดเวลา แต่ถ่ายทีละนิดๆนั่นเองครับ การตั้งปริมาณการโอเวอร์โฟลว์ ก็คือการเปิดความแรงของน้ำประปานั่นเองครับ ไม่มีตายตัวเช่นกัน ปกติแล้ว เราก็เปิดเบาๆพอมองเห็นว่ามีน้ำค่อยๆไหลออกมาเรื่อยๆเอื่อยๆก็พอครับ ส่วนถ้าวันไหน น้ำสกปรกมาก ไม่มีเวลามานั่งดูนั่งรอการเปลี่ยนน้ำ ก็เปิดโอเวอร์โฟลว์ให้แรงหน่อย แล้วก็ไปนอนพรุ่งนี้ตื่นมาน้ำก็สะอาดเอี่ยม จะเห็นได้ว่าสะดวกมากๆสำหรับการจัดการครับ
เราก็จบเกี่ยวกับระบบกรองและระบบบำบัดน้ำกันแล้วนะครับ การที่เราจะสามารถเชื่อมระบบต่างๆเข้าไว้ด้วยกันให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพนั้นต้องอาศัยความรู้และประสบการณ์พอสมควรครับ บางทีอาจมีการลองผิดลองถูกบ้าง แต่บางทีก็อาจไม่คุ้ม ดังนั้น การว่าจ้างผู้มีความรู้ในเรื่องระบบดังกล่าวมาติดตั้งให้อาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า ยิ่งได้ผู้ที่มีความรู้เรื่องปลาอย่างแท้จริงด้วยแล้ว เราก็ยิ่งสบายครับ
4 สถานที่สำหรับล้างเท้าลูกค้าก่อนลงแช่
ที่สำหรับทำความสะอาดเท้านั้นถือว่าเป็นส่วนประกอบที่สำคัญมากส่วนหนึ่งเลยครับ พูดถึงเท้าคน ก็คงทราบกันดีครับว่า มีหน้าที่อะไร และมีความสกปรกแค่ไหน มากน้อยต่างกันในแต่ละคน ดังนั้น จึงต้องควรมีการจัดทำที่ล้างเท้า พร้อมสบู่ล้างเท้าไว้ให้ลูกค้าด้วยครับ โดยใช้น้ำประปาปกติก็พอ แล้วต่อทางระบายน้ำทิ้งไป เราสามารถออกแบบได้หลากหลายเช่นกันครับ ไม่ว่าจะก่อปุนปูกระเบื้อง หรือการใช้ไม้ต่างๆประกอบ หรือ่างสำเร็จรูปก็ย่อมได้เช่นกัน สปาโชว์ตามห้างที่เราเห็นกันบ่อยๆมักใช้แค่ผ้าขนหนูเช็ดเท้าและใช้ซ้ำๆกันหลายๆครั้งหลายๆคนนั้น เป็นเรื่องที่สกปรกไม่ควรเลียนแบบเป็นอย่างยิ่งนะครับ
การฆ่าเชื้อโรคในน้ำในระบบฟิชสปา
เป็นที่ทราบกันดีแล้วนะครับว่าเราจะไม่ใช้ยาและสารเคมีใดๆเลยในระบบ ดังนั้น สิ่งที่จะนำมาฆ่าเชื้อโรคในน้ำเพื่อความสะอาด ปลอดภัย ถูกหลักอนามัยนั้น นอกจากจะต้องมีประสิทธิภาพสูงแล้ว จะต้องไม่หลงเหลือสารตกค้างใดๆที่เป็นอันตรายไว้ในน้ำหรือในตู้ของเราครับ ตลอดจนเป็นที่ยอมรับกันอย่างสากล วิธีการที่เหมาะสมก็คือ การใช้ แสงอุลตร้าไวโอเลต (UV) และโอโซน (ozone) นั่นเองครับ
แสงอุลตร้าไวโอเลต (Ultraviolet)
หรือเรียกง่ายๆว่า ยูวี (UV) แสงยูวี เป็นรังสีแม่เหล็กไฟฟ้า (electromagnetic radiation) ซึ่งมีความยาวคลื่นต่ำกว่าความยาวคลื่นแสงทีเรามองเห็นได้ ครับ แหล่งยูวีที่สำคัญที่สดในโลกของเราคือ มาจากแสงอาทิตย์นั่นเองครับ เราจะใช้รังสียูวี ในการฆ่าเชื้อโรคในน้ำของเรา ซึ่งการใช้ยูวีในการฆ่าเชื้อนั้น ได้รับการยอมรับอย่างเป็นสากลมานานมากๆแล้วครับว่า สะอาด ปลอดภัยและไม่มีสารตกค้างใดๆที่เป็นอันตราย หลักการของการฆ่าเชื้อโรคในน้ำก็คือ เราจะใช้เครื่องยูวี ซึ่งมีลักษณะเป็นกระบอก ข้างในมีหลอดกำเนิดรังสียูวีอยู่ แล้วให้น้ำไหลผ่านแสงที่ออกมาจากหลอดดังกล่าว การฆ่าเชื้อก็จะเกิดขึ้นในกระบอกนั้น เมื่อมีน้ำไหลเวียนตลอดเวลา การฆ่าเชื้อก็จะเกิดขึ้นตลอดเวลาเช่นกันครับ บางคนอาจถามว่า ถ้ายูวีมาจากแสงอาทิตย์ เราไม่เอาฟิชสปาไปตากแดดล่ะจะได้ไม่ต้องเปลืองไฟ ผมก็เลยตอบไปว่า คุณยกไหวหรอ เค้าก็เปลี่ยนคำถามว่า ถ้าตัดน้ำทีละถังออกจากตู้ปลาไปตากแดดล่ะแล้วค่อยเอามาเติมใหม่จะได้ไหม ผมก็ตอบว่า ได้ครับ แต่คุณต้องทำตลอดเวลาและต่อเนื่องนะครับ และใช้ถังไม่ได้ครับ เพราะพื้นผิวน้ำมันน้อยรับแสงยูวีไม่พอ ต้องใช้ถาดบางๆตื้นๆครับ แล้วเค้าก็จากไป ไม่รู้ว่าตอนนี้กำลังตากน้ำอยู่หรือเปล่ามิทราบได้ครับ ดังนั้นผมขอแนะนำทุกท่านว่า ใช้เครื่องผลิตแสงยูวีดังกล่าวง่ายกว่าและคุ้มค่ากว่าครับ
ข้อคววระวังอย่างยิ่งก็คือ ยูวี นั้นเป็นอันตรายต่อสายตาอย่างยิ่งครับ อาจทำให้ตาบอดได้ถ้ามองตรงๆเป็นเวลานานๆหรือบ่อยๆ ดังนั้น ถ้าเราแกะหลอดยูวีออกมาจากกระบอกด้วยวัตถุประสงค์ใดๆก็ตาม เราไม่ควรเปิดไฟครับ แต่ถ้ามองผ่านเครื่องยูวีนั้น จะลดอันตรายลงได้มาก มองเห็นเป็นสีม่วงๆคล้ายหลอดแบลค์ไลท์ครับ แต่อย่างไปมองทั้งวันละกันครับ
โอโซน (Ozone)
โอโซน หรือ trioxygen (O3)คือการจับตัวกันของโมเลกุลออกซิเจน 3 อะตอม แบบชั่วคราว ไม่เสถียร สลายตัวได้อย่างรวดเร็วในสภาวะที่เรายืนอยู่บนพื้นโลกนี่แหละครับ โอโซนมีประโยชน์ในแง่ของการเป็นออกซิไดซซิ่งเอเจนที่รุนแรง แต่กลับสลายตัวได้รวดเร็วเป็นก๊าซที่มีประโยชน์คือ ออกซิเจน ดังนั้น จึงไม่มีสารพิษตกค้างใดๆเกิดขึ้นเลยครับ โอโซน มีคุณสมบัติฆ่าเชื้อโรค และทำลายสารพิษต่างๆในน้ำด้วยกระบวนการออกซิไดซซิ่ง(oxidizing) แน่นอนว่า มันทำลายได้แม้กระทั่ง สีในน้ำที่เกิดจากยาและสารเคมี สีของสารอินทรีย์ และยังทำลายยาและสารเคมีอื่นๆในน้ำได้โดยตรงอย่างรวดเร็วอีกด้วยครับ โอโซนที่ผลิตได้จะสลายตัวอย่างรวดเร็ว เป็นออกซิเจนในน้ำดังสมการเคมีง่ายๆ
2 O3 → 3 O2
โอโซนนั้นมีข้อเสียคือ เราไม่ควรสูดดมโดยตรงจากเครื่องนานๆในปริมาณเข้าข้นมากๆครับ เพราะมีอันตรายต่อร่างกาย ก๊าซโอโซนไม่ใช่ก๊าซออกซิเจนถึงแม่ว่าโมเลกุล จะประกอบไปด้วยอะตอมของออกซิเจนล้วนๆเหมือนกัน ดังนั้นเราจะติดตั้งการให้โอโซนไว้ต่างหาก เหมือนกับการติดตั้งยูวีซึ่งมีอันตรายต่อสายตาเช่นกันครับ แต่เนื่องจากมันสลายตัวได้รวดเร็วมากหลังจากลอยขึ้นมาเหนือผิวน้ำ ก็เลยไม่มีอันตรายใดๆต่อสภาพแวดล้อมรอบข้างครับ คงไม่มีใครไปนั่งเอาจมูกจ่อเครื่องโอโซนเป็นเวลานานๆแน่นอนครับ กลิ่นของโอโซนนั้นมีกลิ่นคาวแสบจมูกนิดๆ คล้ายๆกับกลิ่นคลอรีนในสระว่ายน้ำนั่นเอง
การติดตั้งยูวี และโอโซนในระบบนั้น ควรทำโดยผู้ชำนาญครับ นอกจากจะปลอดภัย ได้ประสิทธิภาพสูงสุดแล้ว ยังทำงานได้ง่ายสะดวกอีกด้วยครับ ขึ้นอยู่กับประสบการณ์โดยตรง ไม่มีอะไรตายตัวเช่นกัน โดยปกติแล้ว ยูวีจะติดตั้งต่อจากปัมพ์น้ำ ส่วน โอโซนอาจติดตั้งให้ปล่อยผ่านหัวทรายลงตู้โดยตรงก็ได้ครับ เพราะโอโซนจะสลายตัวทันทีเมื่อผ่านพ้นน้ำขึ้นมา กลายเป็นออกซิเจนซึ่งไม่เป็นอันตราย หรือทำช่องแยกไว้ต่างหากก็ดีครับ
อุปกรณ์ที่ใช้ ลักษณะบ่อที่นำมาใส่ปลาแต่ละชนิด บ่อ,อ่าง,รางยาว ,กระจก ความกว้าง
การเลือกชนิดของปลา ตามความเหมาะสมกับสปาที่จะทำ
อย่างที่อธิบายไปในบทต้นๆแล้วนะครับว่า ฟิชสปาของต่างประเทศ กับของไทยๆเราต่างกันเช่นไร ณ. เวลานี้ นั้น แม้กระทั่งฟิชสปาที่มีชื่อเสียงมากๆในไทย ที่กล่าวอ้างว่าใช้ การา รูฟา 90 เปอร์เซนต์ก็ตาม ก็ยังไม่มีการใช้อัตราส่วนเหล่านั้นแต่ประการใด ณ. ที่แห่งใดมาจนถึงบัดนี้ 21 กย.52 ครับ เท่าที่ดูก็ปนปลาชนิดอื่นๆมากมาย แล้วอ้างว่า มันคือ การา รูฟา หรือถ้าเห็นเป็นสีส้มแปร๊ด ชัดเจน ก็จะอ้างว่า มันปนมาโดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งก็งงเหมือนกันว่า ปลาน้ำผึ้งทองจาก สวนจุตจักร กับ การารูฟา จากตุรกี มันจะมาปนกันได้อย่างไรโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ หรือไม่ก็อ้างว่า เพื่อให้ระบบสมบูรณ์ เป็นต้น อันนี้เจอมากะตัวเลยครับ
ดังนั้น เมื่อมีพ่อค้าสักเจ้า มาบอกท่านว่า ปลาดูดเท้าในตู้ของเค้าคือ การา รูฟา แต่พอเรามองแล้วในตู้ กลับปนไปด้วย ปลาน้ำผึ้งบ้างล่ะ ปลากาแดง ปลานกกระจอก เล็บมือนางบ้างล่ะ ก็จงมั่นใจได้เลยครับว่า ท่านถูกหลอกแน่นอน เพราะคำว่า การา รูฟา ไม่ได้แปลว่า ปลาสปา (fish spa) แต่ประการใดครับ มันคือชื่อปลาชนิดหนึ่งชนิดเดียวเท่านั้นครับ เรื่องนี้ซีเรียสครับ เพราะ การา รูฟา มีราคาสูง และมีคุณสมบัติพิเศษที่ได้รับการศึกษามาแล้วจากต่างประเทศ ซึ่งตัวอื่นไม่ใช่และไม่มี แค่ส่วนต่างตรงนี้ หลอกนิดเดียว พ่อค้าหรือผู้รับทำสปา ก็ได้กำไรมหาศาลแล้วล่ะครับ การแก้ตัวขั้นต่อไปของพ่อค้าเหล่านี้ ที่ฟังดูดีที่สุด ก็คือ ใส่ปลาพวกนี้ลงไปเพื่อให้ระบบนิเวศน์ในตู้สมบูรณ์ เพราะปลาพวกนี้มันคอยกินขี้ปลาบ้างล่ะ คอยกินเศษอาหารบ้างล่ะ กินขยะบ้างล่ะ ดูดตะใคร่บ้างล่ะ ซึ่งขอทำความกระจ่างไว้ ณ.ตรงนี้เลยครับว่า ไม่มีปลาชนิดใดในโลกนี้เท่าที่ผมรู้จัก กินขี้ปลาเป็นอาหารหลักหรือแม้แต่อาหารเสริมครับถ้าไม่อดอยากจริงๆ และที่สำคัญ ปลาในสกุล การา รวมทั้ง การา รูฟา เป็นปลาที่มีพฤติกรรมการกินอาหารจำพวก ซากพืช ซากสัตว์ สาหร่าย ตะใคร่น้ำ อยู่แล้วโดยธรรมชาติครับ ดังนั้น การาทุกชนิด จะกินทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นตะใคร่น้ำในตู้ เศษอาหาร เศษซากปลาตายต่างๆ ตลอดจนเนื้อตายของผิวหนังคนด้วยเช่นกัน สรุปว่า แค่ การา รูฟา หรือ ปลาในสกุลการาตัวใดก็ตาม ในตู้ มันก็ทำหน้าที่ของมันครบถ้วนอยู่แล้วครับ แล้วทีนี้ เขาจะปนปลาอื่นๆราคาถูกๆลงไปทำไมล่ะครับ ถ้าไม่ใช่เพราะมันทำให้เงินในกระเป๋าของท่านถ่ายไปกระเป๋าของเขาได้มากขึ้น ลองพิจารณาดูกันนะครับ
แต่ในทางอนุโลมนั้น อย่างที่บอกว่ายังไม่มีสปาปลาร้านไหนกล้าลงทุนเป็น การา รูฟา 100 เปอร์เซนต์ครับ ถ้าให้ข้อมูลกันตรงๆว่าปลาที่ขายให้ไปนั้นมีปลาอะไรบ้าง ในราคาที่เหมาะสม ก็ย่อมเป็นสิ่งที่ยอมรับกันได้ครับถ้าเลือกชนิดปลาได้เหมาะสมตามที่แนะนำไปในบทต้นๆแล้วครับ ซึ่ง ปลาในสกุลการา และปลาในสกุลอื่นๆที่เหมาะสมสำหรับทำฟิชสปาที่ได้แนะนำไปนั้น ล้วนแล้วแต่สามารถนำมาใช้ได้ทั้งสิ้นครับ ทั้งในแง่ของการบัดบัดจากรูฟา และการตอดเซลตาย จากชนิดอื่นๆปลาทุกชนิดในสกุลการา และอื่นๆที่แนะนำไปแล้วนั้น สามารถเลี้ยงรวมกันได้หมด ในอัตราส่วนเท่าใดก็ได้ครับ แล้วแต่ความพร้อม และงบประมาณ แต่ผมมีข้อเสนอแนะดังนี้ครับ
1. ควรมีการา รูฟา เอาไว้ไม่ต่ำกว่า 10 เปอร์เซนต์ เพื่อประโยชน์ในแง่การบำบัดรักษา และเป็นตัวนำปลาอื่นเข้าหาคนได้เร็วและดีที่สุด และถ้าใช้รูฟาแค่ 10 เปอร์เซนต์ในการนำดูด ควรมีตัวนำดูดอื่นๆในข้อ 2 และ 3 มารวมกันให้ได้ 40 เปอร์เซนต์ครับ
2. ถ้าไม่สามารถใช้การา รูฟาได้ แต่ต้องการตัวนำตอดที่ดี แข็งแรง ไม่กลัวคน ก็ให้ใช้การา เอสพี (พม่า) ประมาณ 30-40 เปอร์เซนต์แทนครับ แต่ก็ไม่ได้ผลในแง่การบำบัดรักษานะครับ
3. ถ้าไม่สามารถหาปลาในข้อ 1และ2 ได้ให้ใช้ปลานกกระจอก ในอัตราส่วนไม่ต่ำกว่า 60 เปอร์เซนต์ ก็จะได้ผลดีครับ แต่ก็ไม่ได้ผลในแง่การบำบัดรักษาเช่นกัน
4. ในส่วนที่เหลือจากจำนวนปลานำดูดแล้ว จะปนปลาอะไรก็ได้แล้วครับ ทั้ง 1-3 หรือนอกเหนือจากนั้นเช่น น้ำผึ้ง กาแดง กาแดงเผือก หรือเล็บมือนางฯลฯ โดยเรียงลำดับความมีประสิทธิภาพตัวนำดูดจากมากไปน้อย 1-3 ครับ
5. ไม่ควรเอาน้ำผึ้งเป็นตัวนำดูด โดยไม่มีปลานำดูดในข้อ 1-3 ในอัตราส่วนดังกล่าวครับ ส่วนเล็บมือนาง เป็นปลาอ่อนแอ เลี่ยงได้ก็ไม่ควรครับ
ปลาในสกุลการานั้น จะมีคุณสมบัติเฉพาะตัวก็คือการเข้าหาอวัยวะต่างๆของมนุษย์เพื่อดูดกินเซลที่ตายและเศษเนื้อเป็นอาหารครับ ส่วนปลาชนิดอื่นๆดังที่ลงรายละเอียดไปในบทก่อนหน้านี้นั้นจะไม่มีคุณสมบัติเช่นนี้หรือมีก็น้อยมากๆ เช่นพวกน้ำผึ้งเป็นต้น ดังนั้น ปลาการา จึงเป็นตัวนำดูดให้กับปลาชนิดอื่นๆได้เป็นอย่างดี อธิบายง่ายๆก็คือ มันจะเป็นตัวแสดงให้เห็นว่า เท้าเรานั้นเป็นอาหารที่สามารถกินได้ครับ เมื่อปลาชนิดอื่นเช่นปลาน้ำผึ้งหรือ กาแดง เห็นการกระทำเช่นนั้น และมีความต้องการอาหารเป็นทุนเดิมแล้ว ก็จะเลียนแบบพฤติกรรมดังกล่าวของปลาการา เพื่อการเอาชีวิตรอดตามสัญชาติญาณนั่นเองครับ เราจึงเรียกมันว่าตัวนำดูดดังที่กล่าวไว้ข้างต้นครับ


แหล่งซื้อปลา ราคา แต่ละชนิดโดยประมาณ
การารูฟา 40 บาท
การาเอสพีพม่า 15 บาท
นกกระจอก 5 บาท
น้ำผึ้งและเล็บมือนาง 3-5 บาท
กาแดงกาแดงเผือก ทรงเครื่อง 6-10 บาท
ปริมาณปลาที่ใส่ ต่อบ่อ/อ่าง
ส่วนจำนวนในการใส่นั้น ขึ้นอยู่กับ ขนาดตู้ ประสิทธิภาพกรอง และการฆ่าเชื้อ ตลอดจนจำนวนคนครับ ทุกอย่างสัมพันธ์กัน ถ้าตู้เราเล็ก ระบบไม่ดี ใส่ไปเยอะ ก็จะตายเรื่อยๆ ถ้าตู้เราดี น้ำดี ระบบดี แต่ตู้ใหญ่เกินไปใส่ไปน้อยเกิน ปลาก็จะดูบางตา
โดยปกติแล้ว ที่ตู้กระจก หนา 4 หุน ระบบสมบูรณ์
ขนาดความยาว 160 เซนติเมตร กว้าง 60 เซนติเมตร สูง 45 เซนติเมตร นั่งได้ 3 คน จะใช้ที่อัตราส่วนปลาโดยประมาณที่ 300 ตัว ต่อ 1 ที่นั่งครับนั่นก็คือประมาณ 900-1000 ตัว
ส่วนตู้กระจกขนาดเดิม แต่ความกว้างเปลี่ยนเป็น 80 เซนติเมตร จะสามารถนั่งได้ 6 คน ทั้งสองด้าน จะใช้ที่อัตราส่วนปลาโดยประมาณ 250 ตัว ต่อ 1 ที่นั่งครับ นั่นคือประมาณ 1500 ตัว
หลักการง่ายๆคือ ถ้านั่งด้านเดียว ให้เอา 300 คูณจำนวนที่นั่ง บวกลบได้ครับ ส่วนถ้านั่งสองด้าน ก็ให้เอา 250 คูณจำนวนที่นั่ง บวกลบได้เช่นกันครับ ออกมาเป็นจำนวนปลา ทุกอย่างไม่ตายตัว ปรับได้ตามหน้างานและความเหมาะสมนะครับ
อุณหภูมิน้ำ อุ่น/เย็น ขนาดของอ่าง/บ่อ ต่ออุณหภูมิ
อุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับการทำฟิชสปาควรอยู่ระหว่าง 28-30 องศาเซลเซียสครับ ซึ่งเป็นระดับที่เหมาะสมสำหรับการแช่ได้ด้วยความรู้สึกผ่อนคลาย และไม่เป็นอันตรายต่อปลาด้วยเช่นกัน ในตู้ปลาขนาดเล็กหรือระบบขนาดเล็กเราก็จะใช้ฮีตเตอร์สำหรับตู้ปลาที่มีวางขายทั่วไปในร้านขายอุปกรณ์ปลานั่นเองครับในการควบคุมอุณหภูมิ ส่วนในบ่อหรือระบบใหญ่ๆ ก็ต้องหันมาใช้เครื่องทำน้ำอุ่นคุณภาพดี ซึ่งควบคุมอุณหภูมิได้อย่างแม่นยำครับ ตรงนี้ให้ช่างที่มีความรู้เป็นผู้ติดตั้งนะครับ อย่าลืมติดตั้งสายดินด้วยครับ
วิธีการลงปลา การปรับสภาพ พฤติกรรม
เมื่อเราเข้าใจหลักต่างๆพร้อมมูลแล้ว และทำสปาสำเร็จแล้วก็มาถึงขั้นตอนการลงปลากันครับ ก่อนที่เราจะลงปลาได้นั้น เราต้องทำการล้างทำความสะอาดตู้ปลาและระบบต่างๆให้สะอาดเสียก่อนด้วยน้ำเปล่านี่แหละครับ แล้วจึงเปิดน้ำให้เต็มและเริ่มเดินระบบ โดยเราจะเดินระบบทิ้งไว้เฉยๆ สักประมาณ 2-3 วันเพื่อเป็นการล้างระบบโดยรวมอีกครั้ง และ เริ่มกระตุ้นให้เกิดจุลินทรีย์ในระบบกรองชีวภาพ หลังจากนั้นก็เปลี่ยนถ่ายน้ำอีกสัก 1 หน แล้วก็ลงปลาได้ทันทีครับ โดยค่อยๆปรับอุณหภูมิโดยการแช่ถุงปลาลอยไว้ก่อนสัก 30 นาทีแล้วก็เทปล่อยลงไปพร้อมน้ำ เมื่อปล่อยหมดแล้ว ก็ค่อยๆใช้กระชอนตักเศษต่างๆที่ไม่พึงประสงค์ออกให้หมดจากตู้ครับ ปลาที่ลงตู้ใหม่ สถานที่เลี้ยงใหม่จะแสดงพฤติกรรมการตื่นตกใจ โดยวายรวมกันเป็นฝูงไปพร้อมๆกันทั่วตู้ หรือกระจุกอยู่มุมใดมุมหนึ่ง แน่นอนว่ามันจะไม่เข้ามาดูดเท้าเราทันทีแน่นอน เพราะปลาที่ยังเครียดและตื่นกลัว ย่อมไม่มีความรู้สึกที่อยากกินอาหารครับ การเข้ามาดูดเท้าเราคือมันกำลังหาอาหารกินอยู่ ไม่ได้การดูดเล่นๆสนุกๆ อย่างที่หลายคนเข้าใจ ยกเว้นรูฟาครับที่ตอดให้เห็นทันทีที่เทเลงไป มันจะเป็นเช่นนั้นจนกว่ามันจะปรับตัวให้เข้ากับสถานที่ได้ซึ่งกินเวลาประมาณ 1-2 วันขึ้นกับระบบ สภาพแวดล้อมและการออกแบบดังที่กล่าวไปแล้วครับ เมื่อปลาปรับตัวได้แล้วก็จะเข้ามาตอดเรามากขึ้นเรื่อยๆจนเป็นปกติในเวลาไม่เกิน 5 วันครับ ข้อควรระวังอีกอย่างก็คือ ใน 1-3 วันแรกหลังจากปล่อยปลานั้นปลาจะมีอาการตื่นกลัวสถานที่และตื่นกลัวจากการขนย้ายอยู่ครับ นอกจากจะแสดงพฤติกรรมการว่ายแตกตื่นรวมฝูงหรือกระจุกกับที่แล้ว ยังแสดงพฤติกรรมการว่ายสวนน้ำที่ไหลลงตู้และการกระโดดทวนน้ำอีกด้วยครับ หรือยิ่งกว่านั้นก็คือการกระโดดสะเปะสะปะแบบไร้ทิศทาง ซึ่งถ้าไม่ออกมานอกตู้ก็ดีไปครับ แต่ส่วนใหญ่ ร้อยละเก้าสิบ ก็คือ สามารถกระโดดออกมานอกตู้ได้อย่างแน่นอน และอาจกระโดดพร้อมๆกันได้ทีละหลายๆตัวจนหมดตู้เลยก็มีครับ เนื่องจากเป็นปลาที่อาศัยรวมกันเป็นฝูง ส่วนใหญ่ทำอะไรส่วนน้อยก็มักจะทำตาม ว่ายไปไหนก็ว่ายตาม ตอดก็ตอดตาม และ ฆ่าตัวตาย ก็ตายตามเช่นกันครับ ดังนั้น การป้องกันเหตุการณ์แบบนี้จึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยในช่วงเวลาอันตรายดังกล่าว ซึ่งทำได้โดยการปิดตู้ให้มิดชิดครับ เราควรใช้วัสดุเรียบบางเบา ซึ่งสามารถปิดตู้ได้สนิท เช่น แผ่นไม้อัด แผ่นฟิวเจอร์บอร์ด หรือไม่ก็แผ่นพลาสติกอคริลิค หรือแผ่นโพลีคาร์บอเนต เป็นต้นครับ ถ้าฉุกละหุก หาไม่ได้จริงๆ ก็ลดน้ำลงต่ำๆจะทำให้ปลาโดดไม่พ้นครับ แต่เมื่อปลาปรับตัวให้ชินกับสถานที่ได้แล้ว การกระโดดจะลดลงมากจนแทบไม่มีให้เห็นแล้วครับ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อเราปิดร้านหรืออยู่ในช่วงที่ไม่มีใครดูแล เราก็ควรปิดฝาตู้อยู่ดีครับ เพื่อป้องกันฝุ่นละออง แมลงสาป หนู หรือสิ่งแปลกปลอมต่างๆลงไปในตู้สปาของเราครับ
หลายคนมักจะถามเสมอว่า ถ้าเราปล่อยปลาไปแล้ว ปลาจะมีอายุการใช้งานนานแค่ไหน ผมอยากให้ท่านมองว่า สิ่งที่ท่านใช้งานอยู่นั้น ไม่ใช่เครื่องมืออิเลคโทรนิค หรืออุปกรณ์นาโนไฮเทคอะไรครับ แต่มันคือปลา คือสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งครับ ดังนั้น อายุการใช้งานของมันนั้น ขึ้นอยู่กับการเลี้ยงของเรานั่นเอง พูดง่ายๆครับว่า ถ้าเราเลี้ยงปลาเป็น มันก็จะอยู่กะเราได้นานแสนนาน แต่ถ้าเราเลี้ยงปลาไม่เป็น อายุการใช้งานของมันก็อาจหมดลงแค่เพียงข้ามคืน สำหรับอายุปลาแต่ละชนิดในธรรมชาตินั้น จนถึงบัดนี้ก็ยากที่จะสรุปลงไปแน่ชัดครับว่า ปลาแต่ละชนิดนั้นจะมีชีวิตอยู่ตั้งแต่เกิดจนแก่ตายเป็นเวลากี่ปี ดังนั้นแน่นอนว่าเมื่อมันมาอยู่ในสภาพการเลี้ยงแบบฟิชสปา อายุขัยของมันก็ย่อมน้อยกว่าในธรรมชาติแน่นอน แต่จากการคาดคะเนแล้ว ไม่น่าจะต่ำกว่า 3 ปีครับ ส่วนอัตราการเจริญเติบโตและความสมบูรณ์พันธุ์ย่อมน้อยลงจากสภาพในธรรมชาติตามไปด้วยหลายเท่าครับ ปกติแล้วปลาในสภาพฟิชสปาปกติจะไม่สามารถเจริญเติบโตได้เต็มที่แน่นอน จะโตได้ขนาดไหนมากน้อยรวดเร็วอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับขนาดโตเต็มที่เท่าที่ได้เคยบันทึกไว้ของปลาแต่ละตัวในธรรมชาติในบทเรื่องชนิดปลานั่นเอง โดยประมาณแล้ว กลุ่มปลาฟิชสปา จะโตได้ประมาณไม่เกิน 5 นิ้วในสภาพดังกล่าวครับ อาจน้อยกว่าหรือมากกว่านั้น ขึ้นกับสภาพในการเลี้ยง ทั้ง ความหนาแน่น คุณภาพน้ำ อาหาร และการดูแลรักษาในปัจจัยอื่นๆมากมายครับ ไม่สามารถกำหนดค่าได้ตายตัวเช่นกัน
ขนาดเริ่มต้นของปลาที่นำมาใช้งานนั้น ควรมีขนาดตั้งแต่ 1 นิ้วขึ้นไป แต่ไม่ควรเกิน 4 นิ้วครับ ปลาขนาดเล็กนั้น จะมีความกระตือรือร้นในการหาอาหารและการกินอาหารมากกว่าปลาที่โตแล้ว ตลอดจนมีความต้องการบริโภคอาหารมากกว่าเพื่อใช้ในการเจริญเติบโตและแปลเป็นพลังงานมากกว่าปลาใหญ่ครับ ปลาเล็กในช่วงแรกๆนั้น จะเจริญเติบโตได้รวดเร็วมากอย่างเห็นได้ชัด และค่อยๆโตช้าลงเรื่อยๆจนแทบสังเกตุไม่ได้ เมื่อมันมีขนาดใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นปลาจะใช้เวลาโตจากขนาด 1 นิ้ว ไปเป็นขนาด 2-3 นิ้วนั้น จะใช้เวลาเพียงไม่กี่เดือนครับ ยิ่งให้อาหารเสริมเต็มที่จนอิ่มทุกมื้อ คุณภาพน้ำดีๆก็จะยิ่งโตเร็วมากตามไปด้วย ส่วนปลาขนาดใหญ่ จะมีความต้องการอาหารต่ำ เนื่องจากมีอัตราการเจริญเติบโตที่ต่ำลงตามวัย ดังนั้น มันจะไม่ค่อยจะกระตือรือร้นที่จะเข้ามาดูดเราเท่าใดนักครับ มักจะพอใจกับการนอนนิ่งๆรออาหารเสียมากกว่า ปล่อยให้เด็กๆเค้าดูดกันไปอย่างสนุกสนาน นอกจากนั้น ปลาที่มีขนาดเล็กจะมีการตอดที่ละเอียดและนุ่มนวลกว่า กล่าวคือ ในพื้นที่ผิวหนังเท่าๆกัน ปลาเล็กจะสามารถเข้าหาได้จำนวนตัวมากกว่า ในขณะที่ปลาตัวใหญ่จะเข้าหาได้ด้วยจำนวนตัวที่น้อยกว่านั่นเองครับ ปากของปลาเล็ก ก็จะมีความละเอียดอ่อนในการขัดและมีจำนวนปากมากกว่า เปรียบเหมือนกระดาษทรายเบอร์ละเอียด ก็ย่อมขัดไม้ได้เรียบลื่นกว่ากระดาษทรายเบอร์หยาบๆฉันใดก็ฉันนั้นครับ
การดูแลรักษาปลา อาหาร ระบบกรอง ความสะอาด สภาพแวดล้อม การเปลี่ยนน้ำ
สำหรับการดูแลรักษานั้นจะง่ายลงกว่าที่ควรจะเป็น ถ้าเราจัดการเรื่องระบบต่างๆได้ดีและถูกต้องในข้างต้นครับ ปกติแล้ว เราควรถ่ายน้ำวันละครั้ง อย่างน้อยๆ 50 เปอร์เซ็นต์หลังจากการใช้งาน หรือมากน้อยกว่านั้นแล้วแต่ความสกปรกที่เห็นด้วยตาในแต่ละวันครับ ถ้ามีตะกอนหนัก สิ่งสกปรกขนาดใหญ่ ที่ระบบกรองไม่สามารถดูดไปย่อยสลายได้ ก็ให้ใช้กระชอนตาถี่ตักออกจนหมดครับ ส่วนถ้ามีการปนเปื้อนอย่างรุนแรงในบ่อสปาของเราเช่น ลูกค้าเมา แล้วเทเบียร์ลงไปทั้งแก้ว หรือ ทำอาหารตกลงไป เขี่ยขี้บุหรี่หรือทำบุหรี่ตกลงไป หรือทำสารเคมีต่างๆตกลงไปก็ให้รีบตักสิ่งแปลกปลอมออกให้หมดเท่าที่จะตักได้แล้วเปลี่ยนถ่ายน้ำ 100 ปอร์เซนต์ทันทีครับ การจัดการสภาพแวดล้อมโดยรวม ก็ควรจะมีอุณหภูมิโดยรอบที่คงที่ ไม่แกว่งขึ้นลงมากในแต่ละวัน ต้องไม่โดนฝน หรือละอองฝนเลยแม้แต่น้อย และฝุ่นละอองมากจนเกินไป รวมทั้งควันพิษต่างๆด้วยครับ การเปิดโอเวอร์โฟลว์ในระดับที่เหมาะสมในแต่ละสถานการณ์เช่น วันนี้ลูกค้าลงเยอะและถี่ ก็เปิดให้มากหน่อย ลูกค้าน้อยก็หรี่ลงหน่อย เป็นต้น จะช่วยลดภาระการเปลี่ยนน้ำในแต่ละวันได้เป็นอย่างดีครับ อย่าลืมครับว่า การเปลี่ยนน้ำและระบายน้ำเก่าทิ้งเติมน้ำใหม่นั้น เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำอยู่สม่ำเสมอ และไม่มีค่ากำหนดตายตัวด้วยซ้ำไปครับ อย่าหลงเชื่อมิจฉาชีพตนใดที่แอบอ้างว่า ตู้สปาสำเร็จรูปของเขาทำให้น้ำสะอาดไม่ต้องเปลี่ยนน้ำหลายๆวัน หรือเครื่องกรองน้ำสุดวิเศษของเขา ติดตั้งแล้ว ไม่ต้องเปลี่ยนน้ำไปอีกเป็นเดือนๆเพราะเป็นเครื่องกรองระดับนาโน ฯลฯ เพราะมันไม่มีจริงครับ เสียเงิน เสียรู้ และเสียใจเปล่าๆครับ
ส่วนอาหารปลานั้น ก็เหมือนที่อธิบายไปข้างต้นในส่วนของการเลี้ยงปลาแต่ละชนิด การดูดเท้าคนเพียงอย่างเดียวนั้นไม่ได้รับสารอาหารเพียงพอต่อการดำรงชีวิตของปลานะครับ การที่เราให้อาหารที่มีส่วนประกอบของพืชหรือสาหร่ายเป็นหลัก จะทำให้น้ำคุณภาพน้ำมากกว่าการให้อาหารปลาทั่วไปตามท้องตลาดซึ่งมีปลาป่นเป็นองค์ประกอบอยู่มากเกินไปสำหรับปลาพวกนี้ ปลาป่นมีโปรตีนสูงเมื่อย่อยสลายแล้วก็จะเกิดแอมโมเนียสูงตามไปด้วยครับ ซึ่งทำให้ระบบกรองชีวภาพทำงานหนักขึ้น ตลอดจนมีการเหลือค้างของของเสียมากขึ้นอีกเช่นกัน อาหารที่ควรให้ ก็คือ อาหารจมซึ่งทำจากสาหร่ายอัดเม็ด ซึ่งเราเรียกว่า Algae Wafer ครับ เป็นอาหารที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการใช้ในระบบฟิชสปาเพราะนอกจากมีสารอาหารที่เหมาะสมต่อปลาพวกนี้แล้ว ยังรักษาคุณภาพน้ำได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้นก็พวกผักต่างๆอย่างที่บอกไปแล้วข้างต้นครับ ถ้าเหลือก้านก็ตักออกเช่นกัน แต่ถ้าหาอาหารพวกนี้ไม่ได้จริงๆ อาหารจม อาหารกุ้ง หรืออาหารปลาแบบเม็ดลอย ก็ย่อมใช้ได้เหมือนกันครับ ดีกว่าปล่อยให้ปลาอดแน่นอน เหลือก็ตักออกครับ และถ้าน้ำขุ่นมาก ก็เปิดโอเวอร์โฟลว์ให้มากหน่อย หรือไม่ก็ถ่ายน้ำสัก 20 เปอร์เซ็นต์ก็ช่วยได้แล้วครับ ปริมาณการให้อาหารปลาในแต่ละวันนั้นไม่ตายตัวครับ ปลาเป็นสิ่งมีชีวิตเหมือนเรา ไม่ใช่เครื่องจักรที่กำหนดเป็นสูตรหรือค่าตายตัวได้ บางวันปลาก็กินน้อย บางวันปลาก็กินมาก ขึ้นกับปัจจัยมากมาย เช่น อุณหภูมิ ความเครียด คุณภาพน้ำ จำนวนผู้ใช้บริการในแต่ละวันและสภาพแวดล้อมต่างๆ การให้อาหารปลา ให้แค่พออิ่มครับ หลักการคือสังเกตว่า เมื่อใดปลาเริ่มกินน้อยลง ช้าลง ท้องป่องมากขึ้น เริ่มสนใจอาหารน้อยลง เริ่มมีอาหารเหลือ ก็ให้หยุดให้ ตักออก และจำไว้ครับ คราวหน้าก็ให้น้อยกว่าเดิม แต่ถ้ากินหมดอย่างรวดเร็วไม่เหลือเศษเลย ก็ให้ต่อไปอีกสักนิด และหาปริมาณที่พอดีให้ได้ด้วยตนเองครับ การให้อาหารปลานั้น เราจะให้ในช่วงก่อนปิดร้านครับ ส่วนใหญ่จะเป็นช่วงค่ำ เมื่อปลากินอิ่มแล้วปลาก็จะพักผ่อนและขับถ่ายออกมาบางส่วน และอาจมีเศษอาหารเหลือบางส่วน ซึ่งระบบกรองจะทำหน้าที่เก็บกวาดตรงนั้นทั้งคืนครับ พอตอนสายๆเราเปิดร้าน ปลาก็จะพร้อมสำหรับการทำงาน อีกทั้งน้ำก็จะใสสะอาดพร้อมรับลูกค้าได้อย่างพอดีลงตัว ฟิชสปาชื่อดังหลายแห่งมักให้ข้อมูลกับลูกค้าผิดๆว่า ปลาพวกนี้ กินเฉพาะผิวหนังคนเท่านั้น ไม่สามารถกินอาหารอื่นใดได้เลย ซึ่งเป็นการให้ข้อมูลที่ค่อนข้างเลวร้ายต่อชีวิตปลา และ หลอกลวงลูกค้าได้อีก ถ้าไม่มีความรู้จริงเกี่ยวกับปลาก็ไม่ควรประกาศตัวว่าเป็นผู้เชียวชาญเรื่องฟิชสปาตั้งแต่แรกแล้วครับ เมื่อใด ที่คนส่วนใหญ่ของประเทศ มองฟิชสปาว่า เป็นการทรมาณสัตว์ เมื่อนั้น ฟิชสปาจะได้รับแรงต่อต้านจนกลายเป็นสิ่งน่ารังเกียจไปโดยปริยาย
ส่วนการดูแลระบบกรองนั้น หลักๆก็คือการซักทำความสะอาดใยแก้วชั้นบนสุด ซึ่งทำหน้าที่ในการรับของเสียทุกๆอย่างจากตู้ไว้เป็นอันดับแรกครับ การปูใยแก้วควรปูหนาไม่ต่ำกว่าสองชั้น เพี่อดักจับของเสียให้มากที่สุดไม่ให้ตกลงไปในชั้นกรองด้านล่างหรือไหลกลับเข้าตู้ได้ การซักใยแก้ว ถ้าเป็นไปได้ควรทำ ทุกๆสองวันเป็นอย่างน้อยครับ ส่วนสำหรับตู้สปาสำเร็จรูปที่มีกรองขนาดเล็กจัด ควรทำทุกวันหรือวันละหลายๆครั้งเลยด้วยซ้ำครับ เพื่อรักษาความสะอาดให้มากที่สุด การซักใยแก้วก็เหมือนการซักผ้าครับ แต่เราจะใช้น้ำเปล่าในการซัก ไม่จำเป็นต้องผสมเกลือหรือยาหรือสารเคมีใดๆ ซักจนรู้สึกว่าสะอาดแล้วก็พอครับ การซักใยแก้วหลายๆครั้ง จะทำให้ใยแก้วเปื่อยยุ่ย และสูญเสียความสามารถในการกรองไปเรื่อยๆครับ ถ้าเรารู้สึกว่ามันเปื่อยแล้ว ก็ทิ้งเปลี่ยนใหม่ครับ หรือถ้าเป็นไปได้ ก็ให้เปลี่ยนใหม่เลยถ้ามันสกปรกโดยไม่ต้องซัก เพราะมันเป็นวัสดุกรองที่ราคาถูกมาก และหาซื้อได้ง่ายตามร้านขายอุปกรณ์ปลาทั่วไปครับ จะช่วยในเรื่องของสุขอนามัยได้เป็นอย่างดี
ส่วนระบบกรองชีวภาพหรือสับสเตรทด้านล่างใยแก้วนั้น เราแทบจะไม่ต้องไปยุ่งกะมันเลยครับ เนื่องจากเราจะพยายามดักตะกอนใหญ่ๆไว้ในส่วนใยแก้วหมดแล้ว ส่วนตะกอนละเอียดกว่านั้น ก็จะถูกเก็บโดยสับสเตรทชั้นนี้ในบางส่วนครับ ซึ่งน้อยมากๆกว่าจะเกิดการอุดตันเกิดขึ้น หรือ ไม่มีการอุดตันเลยตลอดการใช้งานครับ เพราะมีช่องว่างมากมายให้น้ำและตะกอนละเอียดไหลผ่านออกไป แต่เราก็สามารถทำการล้างชั้นสับสเตรทดังกล่าวได้ด้วยการล้างย้อน (back wash) ซึ่งกล่าวไปแล้วก่อนหน้านี้ การล้างย้อนนั้น จะทำได้จากระบบกรองถังซึ่งออกแบบโดยแยกต่างหากจากตัวตู้เท่านั้นครับ ระบบกรองแบบตู้ปลาไม่สามารถทำการล้างย้อนได้ นอกจากรื้อออกมาล้างข้างนอกจนหมด ส่วนระบบถังกรองสุญญากาศสำเร็จรูปนั้น ต้องรื้อออกมาล้างทั้งหมดทุกๆครั้งเสมอ เพราะเป็นการกรองจากล่างขึ้นบนนั่นเองครับ
ความปลอดภัย และสิ่งที่สำคัญในการทำสปาปลา
ความปลอดภัยจากโครงสร้าง เป็นสิ่งที่ต้องลงทุนทำให้ดีและสมบูรณ์ตั้งแต่ต้นดังที่บอกไว้แล้วในบทก่อนหน้านี้ครับ ทั้งเฟอร์นิเจอร์ที่นั่ง และบ่อปลา ต้องแข็งแรงที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ ถ้าเกิดพัง แตก หรืออันตรายต่อปลาและลูกค้ารับรองว่าไม่คุ้มค่าเลยแน่นอน เสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่ายครับ ส่วนความปลอดภัยอันที่สอง ก็คือความปลอดภัยจากระบบไฟฟ้านั่นเองครับ หลีกไม่พ้นแน่นอน ทั้งจากเครื่องมือไฟฟ้าต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นปัมพ์น้ำ เครื่องทำความร้อน เครื่องปัมพ์ลม โอโซน ไฟใต้น้ำ ฯลฯ ควรใช้ที่มีคุณภาพสูงสุด และใช้ให้เหมาะกับงาน และถ้าเป็นไปได้ก็ติดตั้งสายดินด้วยครับหรือไม่ก็เครื่องตัดไฟรั่วอัตโนมัติ การตรวจเชคสภาพบ่อยๆด้วยไขควงวัดไฟ และการดูแลเป็นอย่างดีจะช่วยป้องกันได้เสมอครับ ส่วนความปลอดภัยในเรื่องของเชื้อโรคหรือการติดโรค ก็อย่างที่อธิบายไปครับว่า ต้องทำระบบกรองและฆ่าเชื้อโรคให้เหมาะสมและดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่าอาศัยความมักง่าย หรือซื้อตู้สปาสำเร็จรูปแบบมักง่ายมาใช้ เพราะนอกจากจะราคาแพงผิดปกติแล้ว ซึ่งหลายที่ขายแพงกว่าการวางระบบสมบูรณ์ทั้งระบบพร้อมปลาอีกนะครับ ยังมีคุณภาพและประสิทธิภาพต่ำจนน่าใจหายครับ เมื่อใดที่ผู้ใช้บริการติดเชื้อหรือโรคผิวหนัง เพราะความสกปรกโสโครกและมักง่ายของผู้ขายตู้ฟิชสปาสำเร็จรูป ซึ่งเอาแต่เร่งกอบโกยโดยไม่คำนึงถึงจรรยาบรรณใดๆทั้งสิ้นแล้ว เมื่อนั้นฟิชสปาจะอยู่ไม่ได้ และจะได้รับผลกระทบกันหมดโดยส่วนรวมครับ ทำให้ถูกต้อง ตั้งแต่ต้น ดีที่สุดครับ ยังมีผู้มีความรู้และจรรยาบรรณมากมาย ที่สามารถทำฟิชสปาดีๆให้เราได้ ในราคาซึ่งถูกกว่าตู้สปาสำเร็จรูปพวกนั้นด้วยซ้ำไปครับ เพียงแต่ท่านต้องศึกษาหาข้อมูลไว้บ้างเท่านั้นเอง
โดย: RoF (เจ้าบ้าน ) [15 ต.ค. 52 17:09] ( IP A:58.9.142.27 X: )

คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน