การเพาะหนอนแดง
   จากลิงค์นี้ครับ
https://www.nicaonline.com/new-190.htm

หนอนแดง
จำนง ถีราวุฒิ (ผู้เรียบเรียง)

หนอนแดงเป็นอาหารธรรมชาติประเภทสัตว์ซึ่งรู้จักกันดีในวงการเลี้ยงปลา โดยเฉพาะปลาตู้หรือปลาสวยงามเพราะหนอนแดงจะช่วยให้ปลาสวยงามหลายชนิด
มีสีที่สดใส และเมื่อนำหนอนแดงมาอนุบาลสัตว์น้ำก็จะทำให้อัตรารอดและอัตราการเจริญเติบโตของสัตว์น้ำสูงขึ้นด้วย หนอนแดงจะช่วยลดปัญหาน้ำเสียอันเนื่องมา
จากการเน่าสลายของเศษอาหารเม็ดที่เหลือค้างอยู่ ปัจจุบันราคาหนอนแดงสูงมากเพราะสามารถส่งเป็นสินค้าออกจำหน่ายยังต่างประเทศ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ฮ่องกง
สิงคโปร์ ฯลฯ ทำให้ความต้องการหนอนแดงเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่แหล่งผลิตตามธรรมชาติลดลง หนอนแดงเป็นอาหารธรรมชาติที่ทรงคุณค่าทางอาหารสูงกล่าวคือ
หนอนแดงสด จะประกอบด้วยโปรตีนร้อยละ 5.29 ไขมันร้อยละ 1.20 คาร์โบไฮเดรตร้อยละ 1.22 และเถ้าร้อยละ 0.89 โดยวิเคราะห์ได้ส่วนประกอบของฟอสฟอรัส
ร้อยละ 0.06 ให้พลังงานสูงถึง 495.51 กิโลแคลอรี่ต่อกิโลกรัม
ลักษณะทั่วไป
หนอนแดงเป็นตัวอ่อน (Larvae) ของแมลงชนิดหนึ่งซึ่งชาวบ้านเรียกว่า "ริ้นน้ำ" (Midge) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Chironomus sp. จัดอยู่ในวงศ์
Chironomidae อันดับ Diptera ซึ่งเป็นอันดับเดียวกับยุง และเพื่อเป็นการยืนยันว่าริ้นน้ำจืดเป็นแมลงจึงจำเป็นต้องเรียนรู้ลักษณะของริ้นน้ำตัวเต็มวัย (Fldult)
ของริ้นน้ำจืดมีรูปร่างคล้ายยุงตัวผู้มีหนวดงามแบบพู่บนนก (Plumose) ส่วนหัวเล็กชอบหดเข้าไปอยู่ในส่วนอก ตัวยาว 8-10 มิลลิเมตร มักอยู่เป็นฝูงใกล้ผิวน้ำ
และใกล้แสงสว่าง ตัวเมียชอบวางไข่ในน้ำที่ลมสงบเฉลี่ยตัวละ 2,300 ฟอง ไข่จะลอยเป็นแพบนผิวน้ำ มีลักษณะเป็นเส้นหรือแท่งมีวุ้นหุ้ม มองด้วยตาเปล่าจะเห็นเป็น
แท่งวุ้นที่มีจุดประสีดำ ๆ ไข่จะฟักเป็นตัวหนอนภายในเวลา 3-4 วัน ตัวหนอนจะมีสีแดงจึงเรียกว่า "หนอนแดง" ลำตัวยาว 3-18 มิลลิเมตร ส่วนหัวของหนอนแดง
แบ่งแยกจากลำตัวเห็นได้ชัดมีตาเป็นจุดสีดำเล็ก 1 คู่ มีขนเล็ก ๆ สำหรับหน้าที่กวาดอาหารเข้าสู่ปาก มีฟันหรือกรามที่แข็งแรง ทำหน้าที่บดเคี้ยวอาหารก่อนกลืนเข้า
ปาก อาหารของหนอนแดงคือ อินทรีย์วัตถุที่เน่าสลาย (Detritus) จนมีขนาดเล็กพอที่จะเข้าปากได้ ส่วนนอกจะขยายใหญ่มีอวัยวะหายใจยื่นยาวออกมาเป็นท่อเล็กๆ
1 คู่ บางชนิด (species) จะมีลักษณะเป็นสายยาว ลำตัวแบ่งเป็น 12 ปล้อง 3 ปล้องแรกจะรวมกันเรียกว่า Cephalo-thorax ตัวอ่อนเมื่ออายุได้ 10-12 วัน จะ
สร้างปลอก (Tube) หุ้มตัวโดยใช้โคลนตาม และเศษอินทรีย์วัตถุที่เน่าสลายในน้ำปลอกนี้จะช่วยยึดส่วนอก และขาเทียม 2 คู่ ที่อยู่บริเวณท้องช่วยขึงลำตัว และป้อง
กันมิให้กระแสน้ำผ่านเข้าออก และเป็นทางรับปริมาณออกซิเจน หนอนแดงจะอาศัยอยู่ในปลอกนี้เป็นระยะเวลาสั้น ๆ นาน 6-8 วัน ระยะนี้เรียกว่า ระยะก่อนเข้าดักแด้
(Prepupa) เมื่อครบกำหนดหนอนแดงจะสลัดปลอกทิ้งเข้าสู่ระยะดักแด้ (Pupa) ซึ่งจะมีลักษณะคล้ายกับลูกน้ำยุงที่ชาวบ้านเรียกว่า "ไอ้โม่ง" แต่มีสีแดงคล้ำ
หนอนแดงจะอยู่ในระยะนี้ประมาณ 1-2 วัน โดยจะชอบลอยตัวในแนวดิ่งตั้งฉากกับผิวน้ำหลังจากนั้นจึงลอกคราบเปลี่ยนเป็นตัวเต็มวัยที่เรียกว่า "รินน้ำจืด" วงจร
ชีวิตของแมลงชนิดนี้จะนานประมาณ 21-28 วัน รินน้ำจืดในประเทศแถบร้อนจะมีวงจรชีวิตสั้นกว่ารินน้ำจืดในประเทศแถบหนาว
วิธีการผลิตหนอนแดง
การผลิตหนอนแดงสามารถทำได้ง่าย และสะดวกถ้าเรารู้จักประยุกต์โดยการเลียนแบบธรรมชาติ และควรคำนึงถึงหลักการ ดังต่อไปนี้
1. อาหารอุดมสมบูรณ์ นั่นคืออุดมด้วยอินทรียวัตถุที่เน่าสลายแล้ว อินทรียวัตถุที่เน่าสลายนี้จะส่งกลิ่นเรียกรินน้ำให้มาวางไข่ และเศษอินทรียวัตถุที่เน่าสลายในน้ำก็
จะเป็นวัตถุดิบในการสร้างปลอกให้หนอนแดงด้วย
2. สภาวะแวดล้อมเหมาะสม จากลักษณะนิสัยของรินน้ำจืดที่ชอบวางไข่ในที่ลมสงบ บ่อผลิตหนอนแดงจึงต้องสร้างสภาวะแวดล้อมเลียนแบบธรรมชาติให้เกิดบริเวณ
ลมสงบโดยการทำที่บังลม
3. ปราศจากศัตรู หนอนแดงเป็นอาหารธรรมชาติที่ดีมาก ดังนั้นจึงมีสัตว์หลายชนิดที่ชอบกินหนอนแดง เช่น ลูกกบ ลูกเขียด ลูกปลา ฯลฯ เพราะฉะนั้นการป้องกันและ
กำจัดศัตรูหนอนแดงทั้งก่อนการผลิต และในระหว่างการผลิตจึงเป็นหัวใจสำคัญของการผลิต
4. ให้มีน้ำไหลเวียนผ่านถังเลี้ยงอย่างสม่ำเสมอเพื่อขจัดปัญหาเรื่องที่มีหนอนแดงหนาแน่นเกินไป
บ่อผลิตหนอนแดง
หนอนแดงสามารถผลิตได้ตั้งแต่ถังซีเมนต์ขนาดเล็กจนถึงบ่อซีเมนต์ขนาดใหญ่ โดยปกติเกษตรกรมือใหม่มักทดลองผลิตจากบ่อซีเมนต์ขนาดเล็กเส้นผ่าศูนย์กลาง
0.80, 1.00 หรือ 1.20 เมตร ซึ่งหาซื้อได้ง่ายมีจำหน่ายตามร้านวัสดุก่อสร้างทั่วไป ผู้เขียนขอแนะนำว่าหากเลือกขนาดได้ควรใช้ถังซีเมนต์ขนาดใหญ่ เส้น
โดย: [0 3] ( IP )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
   ผ่าศูนย์กลาง
1.50 หรือ 1.65 เมตร ซึ่งสามารถหาซื้อได้จากร้านค้าวัสดุก่อสร้างแถวชานเมิง เช่น บางกะปิ มีนบุรี หรือจังหวัดใกล้เคียง เช่น ปทุมธานี สมุทรปราการ โดยไม่ต้อง
สั่งทำ แต่ถ้าขนาดใหญ่ขึ้นอีกเส้นผ่าศูนย์กลางถึง 2.00 เมตรจะต้องสั่งทำ 3-7 วันจากร้านวัสดุก่อสร้างขนาดใหญ่ในจังหวีดสมุทรปราการ ชลบุรี ราชบุรี เป็นต้น ถังซีเมนต์ที่กล่าวทั้งหมดนี้จะไม่มีก้นถังผู้ซื้อจะต้องเทพื้นก้นถังเอง นอกจานนี้ยังมีถังซีเมนต์ขนาดใหญ่เส้นผ่าศูนย์กลางถึง 3 เมตร ซึ่งจะเปลี่ยนมาเรียกว่าบ่อซีเมนต์
กลมก็น่าจะได้ เพราะต้องจ้างช่างรับเหมาโดยเฉพาะซึ่งจะนำแบบทำท่อซีเมนต์ขนาดนี้ไปทำให้ถึงบ้าน สำหรับความสูงถังซีเมนต์ทุกขนาดมีความสูง 2ระดับคือ 30
และ 35 เซนติเมตร ถังซีเมนต์ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.80,1.00 และ 1.20 เมตร ควรใช้ถังชั้นเดียวเพราะเป็นถังขนาดเล็กหากใช้ 2 ชั้นจะเกิดร่มเงาในถังทำให้ได้
รับแสงแดดไม่เต็มที่ ผลผลิตหนอนแดงจะยิ่งต่ำลงมาก ถังซีเมนต์ขนาดใหญ่เส้นผ่าศูนย์กลาง 1.50,1.65 และ 2.00 เมตร อาจใช้ 1 หรือ 2 ชั้น ตามความต้องการ
ของเกษตรกร ถ้าต้องการถังที่มีความลึกประมาณ 60-65 เซนติเมตร ให้ใช้ถังซีเมนต์ขนาดความสูง 35 เซนติเมตรซ้อนกัน 2 ชั้น และถ้าต้องการถังที่มีความลึก
50-55 เซนติเมตร ก็ให้ใช้ถังซีเมนต์ขนาดความสูง 35 เซนติเมตร เพียงชั้นเดียวแล้วก่ออิฐมอญเพิ่มอีก 1 แถว จะได้ความลึกของถังเพิ่มขึ้นอีก 10 เซนติเมตร คือ
ประมาณ 40 เซนติเมตร ซึ่งเพียงพอสำหรับการผลิตอาหารธรรมชาติทั้งหนอนแดง ไรแดง อาร์ทิเมียน้ำจืด ฯลฯ และถ้าเกษตรกรยังต้องการประหยัดมากกว่านี้อีก
ผู้เขียนขอแนะนำให้ติดต่อไปขอยืมแบบทำถังซีเมนต์จากสถานีอนามัย โรงพยาบาลประจำอำเภอใกล้บ้านท่าน (ยกเว้นในกรุงเทพฯ) จะมีแบบทำถังซีเมนต์ไว้ให้
ชาวบ้านยืมโดยมั่งหวังจะให้ชาวบ้านสร้างถังเก็บน้ำฝนไว้ใช้ การเทพื้นก้นถังซีเมนต์ขอเตือนว่าจงอย่าลืมทำพื้นลาดเอียง อย่างน้อย 2 เซนติเมตรเพื่อสะดวกในการ
ระบายน้ำทิ้ง ความหนาของพื้นก้นถังควรหนาอย่างน้อย 4-6 เซนติเมตร จึงจะสามารถรับน้ำหนักของน้ำที่จะใช้ผลิตได้และถังซีเมนต์ขนาดเล็กเหล่านี้ไม่ควรสูง
หรือลึกเกิน 0.70 เมตร เพราะจะทำให้ผลผลิตลดลงและสิ้นเปลืองเงินทุนในการสร้างถังซีเมนต์ที่กล่าวถึงนี้จะคำนวณพื้นที่ถังได้ตามตารางต่อไปนี้
ตาราง แสดงพื้นที่โดยเฉลี่ยของถังซีเมนต์ขนาดต่าง ๆ
เส้นผ่าศูนย์กลาง(เมตร) พื้นที่ถัง(ตารางเมตร)
0.80 0.45
1.00 0.75
1.20 1.00
1.50 1.50
1.65 2.00
2.00 3.00
3.00 6.50

วิธีการผลิตหนอนแดง
จากการศึกษาการผลิตหนอนแดงในบ่อซีเมนต์ขนาดต่าง ๆ พบว่า ผลผลิตของหนอนแดงในบ่อซีเมนต์ขนาด 10 ตารางเมตร จะเก็บเกี่ยวได้น้อยกว่าบ่อซีเมนต์
ขนาด 50 ตารางเมตร เมื่อเปรียบเทียบผลผลิตต่อหน่วยพื้นที่ ดังนั้น การผลิตหนอนแดงจากถังซีเมนต์ขนาดเล็กจึงเหมาะสมกับการทดลองวิธีการผลิตหรือหาข้อมูล
เบื้องต้น อันจะนำมาใช้เป็นหลักในการผลิตมากกว่าการผลิตเพื่อสนับสนุนการเลี้ยงปลาจำนวนมาก การผลิตหนอนแดงในถังซีเมนต์มีวิธีการง่าย ๆ อยู่ 5 ขั้นตอน คือ
1. การเตรียมบ่อ
2. การเตรียมน้ำ
3. การเตรียมอาหาร
4. การเก็บเกี่ยวผลผลิต
5. การควบคุมบ่อผลิต
ขั้นตอนที่ 1 การเตรียมบ่อ เริ่มจากการล้างบ่อและตากบ่อให้แห้งเพื่อป้องกันและกำจัดศัตรู ทำที่บังลมทางด้านทิศเหนือลม สูงประมาณ 1-2 เมตร ห่างจากขอบบ่อ
ประมาณ 1-2 เมตร รอบขอบบ่อประมาณ ? ของบ่อดังแผนภาพประกอบ ที่บังลมนี้อาจใช้วัสดุเหลือใช้ต่าง ๆ เช่น แผ่นสังกะสีเก่า แผ่นไม้เก่า แผ่นเซลโลกรีต มุ้งลวด
เก่า อวนมุ้งที่ไม่ใช้แล้ว สามารถนำมาดัดแปลงประกอบทำที่บังลมได้ทั้งสิ้น และหากมีแนวบังลมเป็นรั้วต้นไม้ เช่น แนวรั้วต้นกระถิน ชบา พู่ระหง เข็ม ฯลฯ ผลผลิต
หนอนแดงจะยิ่งสูงขึ้น ในอดีตการเตรียมบ่อผลิตหนอนแดงจะยุ่งยากกับการหาดินร่วน ดินร่วนปนทราย หรือทรายขี้เป็ด มารองพื้นก้นบ่อผลิตอย่างน้อย 2-3 เซนติเมตร เพราะเชื่อว่าหนอนแดงจะต้องใช้โคลนตมเป็นวัสดุทำปลอก ปัญหาใหญ่ที่ตามมาคือ การร่อนหนอนแดงออกจากดินซึ่งทำได้ยาก สำหรับเกษตรกรมือใหม่หรือผู้ที่ไม่
ชำนาญ แต่ในปัจจุบันจากงานทดลองได้พบว่าการผลิตหนอนแดงในถังหรือบ่อซีเมนต์โดยไม่ใช้ดินหรือทราบรองพื้นก้นบ่อกลับให้ผลดียิ่งขึ้น เพราะเก็บเกี่ยวง่ายข้น
ไม่ต้องร่อนหนอนแดงจากผิวหน้าดิน ใช้วิธีช้อนหนอนแดงที่ลอยตัวขึ้นได้เลย ทั้งผลจากการขาดแคลนวัสดุทำปลอกทำให้วงจรชีวิตของหนอนแดงยืดยาวออกไป ทั้ง
ระยะตัวอ่อนและระยะก่อนเข้าดักแด้ หนอนแดงจะใช้เศษอินทรียวัตถุที่เหลือ เช่น กากถั่วลิสง กากอาหารเม็ด กากปลาป่น ฯลฯ ที่เหลือและแพลงค์ตอนพืช ขนาดเล็ก ๆ
ทำปลอกได้โดยไม่ต้องอาศัยโคลนตม ดังนั้น ในบ่อผลิตหนอนแดงที่ไม่มีดินหรือทราบรองพื้นก้อนบ่อปลอกของหนอนแดงจึงมีสีเขียว ๆ ของแพลงค์ตอนพืชแต่ในบ่อผลิตหนอนแดงที่มีดินหรือทรายรองพื้นก้นบ่อปลอกของหนอนแดงจะมีสีดินโคลน
ขั้นตอนที่ 2 การเตรียมน้ำ การกรองน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติด้วยผ้าโอร่อนแก้วหรือผ้า
แพลงค์ตอน เป็นการป้องกันและกำจัดศัตรูที่ง่ายและมีประสิทธิภาพ ระดับน้ำที่ใช้ครั้งแรก 5-10 เซนติเมตร ตรวจวิเคราะห์คุณสมบัติของน้ำในบ่อผลิตโดยคำนึงถึง
ความเป็นกรดเป็นด่าง (pH) ประมาณ 6.5 - 8.5 ความเป็นด่าง (Alkalinity) 50-300 มิลลิกรัมต่อลิตร ความกระด้าง (Hardness) 75-300 มิลลิกรัมต่อลิตร บ่อที่มีคุณสมบัติของน้ำเหมาะสมค่าความเป็นกรดเป็นด่างจะอยู่ในช่วง 6.5 - 8.5 โดยค่าความกระด้างและความเป็นด่างจะไม่แตกต่างกันมากนัก แต่ถ้าค่าความเป็น
กรดเป็นด่างต่ำ ค่าความเป็นด่างจะต่ำตามไปด้วย วิธีแก้ไขคือการเติมปูนขาวในปริมาณพอเหมาะ ยกตัวอย่างจากการทดลองที่จังหวัดปทุมธานีพบค่าความเป็นกรด
เป็นด่างประมาณ 5.6 ค่าความเป็นด่าง 70 มิลลิกรัมต่อลิตร ค่าความกระด้าง 170 มิลลิกรัมต่อลิตรจะต้องเติมปูนขาวน้อย ๆ ในปริมาณครั้งละ 8-10 กรัมต่อตารางเมตร เพื่อให้ค่าความเป็นกรดเป็นด่างและความเป็นด่างเพิ่มขึ้นและค่าความกระด้างจะเพิ่มตามไปเล็กน้อย การใช้ปูนขาวปรับคุณสมบัติน้ำจะมีประโยชน์หลายประการ ดังนี้
1. ช่วยปรับระดับความเป็นกรดเป็นด่างให้สูงขึ้น ทำให้เหล็กตกตะกอนเพราะเมื่อเหล็กมีปริมาณมากจะเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตในบ่อ
2. ช่วยรักษาระดับความเป็นกรดเป็นด่างไม่ให้มีการเปลี่ยนแปลงระดับได้ง่ายหรือเป็นบัฟเฟอร์ (buffer) ทำให้น้ำในบ่อมีแคลเซียมไว้ให้สิ่งมีชีวิตใช้
3. ช่วยให้น้ำตกตะกอนดีขึ้น
4. ช่วยฆ่าเชื้อโรคและพยาธิในน้ำแล้วสลายตัวไปอยู่ในรูปอื่นที่ไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต
ปูนขาวจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเตรียมน้ำเพื่อการผลิตหนอนแดง ปูนขาวที่ใช้กันอยู่มีหลายชนิด เช่น ปูนดิบ (แคลเซียมคาร์บอเนต CaCo3) ปูนเผา
(แคลเซียมออกไซด์ Cao) น้ำปูนใส (แคลเซียมไฮดรอกไซด์ Ca (OH2) ถ้าปรับคุณสมบัติของน้ำในบ่อเตรียมน้ำให้ใช้ปูนดิบหรือ ปูนเผาเพราะปูนเผาจะช่วยปรับ
คุณสมบัติของน้ำได้ดีกว่าปูนดิบและสลายตัวได้เร็วกว่า ปริมาณที่ใช้จึงน้อยกว่าแต่มีพิษกับสิ่งมีชีวิตมากกว่า ดังนั้น ถ้าสามารถหาปูนดิบได้ก็จะลดต้นทุนการผลิตได้
เพราะใช้ในปริมาณที่น้อยกว่า และถ้าปรับคุณสมบัติของน้ำในระหว่างการผลิตหนอนแดงควรใช้น้ำปูนใสคือนำปูนดิบหรือปูนเผามาละลายน้ำแล้วทิ้งกากปูนไปน้ำปูน
ใสจะไม่เป็นพิษกับหนอนแดง การปรับคุณสมบัติของน้ำควรใช้ระยะเวลาพอสมควรไม่ควรปรับค่าความเป็นกรดเป็นด่างมากกว่า 2/5 ของค่าความเป็นกรดเป็นด่าง
เดิมภายในระยะเวลา 24 ชั่วโมง ควรปรับคุณสมบัติของน้ำช้า ๆ โดยใช้ปูนขาวครั้งละประมาณ 8-12 กรัมต่อตารางเมตร ห่างกันทุก 2 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย ในกรณีที่เกษตรกรไม่สามารถวิเคราะห์คุณสมบัติของน้ำได้เองท่านสามารถนำตัวอย่างน้ำมารับการตรวจวิเคราะห์คุณสมบัติของน้ำได้ที่สถาบันวิจัยประมง
น้ำจืด แต่ถ้าไม่สะดวกเพราะเหตุผลมากมาย เช่น อยู่ไกลมาก ไม่มีเวลา ฯลฯ อย่างน้อยท่านก็ควรจะตรวจค่าความเป็นกรดเป็นด่างของน้ำด้วยตัวท่านเองโดยใช้กระดาษ
ลิสมัสหรือที่ชาวบ้านเรียกกระดาษพี-เอส (pH) การผลิตหนอนแดงของท่านก็จะประสพความสำเร็จได้โดยง่าย
ขั้นตอนที่ 3 การเตรียมอาหาร การเตรียมอาหารหรืออินทรียวัตถุที่ใช้เรียกหรือล่อริ้นน้ำจืดให้มาวางไข่คือการหมักให้อาหารหรืออินทรียวัตถุ เน่าสลาย อินทรียวัตถุ
ที่ใช้ ได้แก่ กากถั่วลิสง อาหารเม็ด (อาจเป็นอาหารปลากินพืช อาหารปลากินเนื้อ อาหารหมู อาหารไก่ ฯลฯ) อย่างใดอย่างหนึ่งหรือนำปลาป่น รำละเอียดและกากถั่ว
มาผสมกันเองในอัตราส่วน 1:1:1 ก็ใช้ได้ ปริมาณของอาหารหรืออินทรียวัตถุที่ใช้ 100-150 กรัมต่อตารางเมตร โดยมีข้อสังเกตคือ อาหารเม็ดที่ใช้หากมีส่วนผสมของข้าวโพดมากผลผลิตจะต่ำกว่าอาหารเม็ดที่มีส่วนผสมของข้าวโพดน้อย ทั้งนี้เนื่องจากข้าวโพดจะเน่าสลายได้ช้ากว่าอินทรีย
วัตถุชนิดอื่น การหมักอาหารหรืออินทรียวัตถุให้มักในบ่อผลิตที่เติมน้ำไว้แล้ว 5-10 เซนติเมตร นานประมาณ 48 - 72 ชั่วโมง จึงเพิ่มน้ำอีก 15 - 20 เซนติเมตร
การที่ต้องเติมน้ำ 2 ครั้งนี้ มีเหตุผลว่า การผลิตหนอนแดงวิธีนี้เป็นการเลียนแบบธรรมชาติ โดยการเรียกหรือล่อริ้นน้ำจืดมาวางไข่ เครื่องสื่อสารที่จะส่งข่าวไปยังริ้น
น้ำจืดคือกลิ่นเน่าสลายของอินทรียวัตถุที่เน่าสลายจึงต้องหมักอาหารหรืออินทรียวัตถุด้วยน้ำน้อยเพื่อให้กลิ่นส่งไปได้ไกลและเพื่อให้อินทรียวัตถุเน่าสลายเร็วเพราะน้ำ
น้อยอุณหภูมิจะสูง มีเกษตรกรหลายท่านถามผู้เขียนว่า ถ้าอย่างนั้นเพิ่มอาหารเป็น 2 เท่า จะดีหรือไม่ ผู้เขียนขอตอบคำถาม ดังนี้ "ถ้ามีอินทรียวัตถุมากเกินไปแมลงที่จะมาเป็นอาคันตุกะผู้เยี่ยมเยียนบ่อผลิตหนอนแดงจะกลายเป็นแมลงวันแทนที่จะเป็นริ้นน้ำจืด และเมื่อเติมน้ำตามระดับที่ต้องการ
แล้วคุณภาพของน้ำจะไม่สามารถใช้เลี้ยงหนอนแดงได้เพราะมีอินทรียวัตถุเน่าสลายเกินไป ดังนั้นกลิ่นของอินทรียวัตถุที่เหมาะสมกับการเรียกหรือล่อริ้นน้ำจืดจึงควร
เป็นกลิ่นปานกลางตามปริมาณและวิธีข้างต้น และเมื่อริ้นน้ำจืดมาวางไข่แล้วเติมน้ำลงในบ่อผลิตหนอนแดง น้ำในบ่อจะถูกเจือจางให้มีคุณสมบัติเหมาะสมที่ไข่ของ
ริ้นน้ำจืดจะฟักออกเป็นตัวอ่อนหรือหนอนแดงและสามารถเจริญเติบโตได้อย่างสบาย ๆ "
ขั้นตอนที่ 4 การเก็บเกี่ยวผลผลิต การผลิตหนอนแดงโดยวิธีนี้สามารถเก็บเกี่ยวหนอนแดงได้ครั้งแรกในวันที่ 7 และทุก ๆ วันติดต่อกันนาน 20-30 วัน หลังจากนั้นผู้รบกวนจะมากจนไม่มีผลผลิตจึงล้างบ่อและเตรียมบ่อใหม่ วิธีการเก็บเกี่ยวหนอนแดงง่ายมากโดยการช้อนด้วยกระชอน หรือสวิง หนอนแดงจะออกจาก
ปลอกและลอยตัวขึ้นสู่ผิวน้ำในช่วงเวลา 11.00 น. - 15.00 น. โดยไม่ต้องร่อนเหมือนการเก็บเกี่ยวหนอนแดงจากแหล่งผลิตตามธรรมชาติ ในบ่อซีเมนต์ขนาดใหญ่
ที่ต้องลงเดินช้อนในบ่อผลิตสามารถเดินวนได้ 2-3 เที่ยว หากเดินวนเก็บผลผลิตมากเกินไปจะทำให้ผลผลิตลดลง เพราะหนอนแดงถูกกระตุ้นวงจรชีวิตจึงสั้นลง
กลายเป็นตัวเต็มวัยเร็วขึ้นและหนอนแดงขนาดเล็กอาจถูกทำลายไปด้วย ข้อมูลจากบ่อซีเมนต์ขนาด 10 ตารางเมตร พบว่าเมื่อใช้กากถั่วลิสงหรืออาหารเม็ดในปริมาณ
100-150 กรัมต่อตารางเมตร จะได้ผลผลิตหนอนแดง 30-40 กรัมต่อตารางเมตรต่อวัน แต่ในบ่อซีเมนต์ขนาด 50 ตารางเมตร จะได้ผลผลิตหนอนแดงมากกว่าคือ
40-60 กรัมต่อตารางเมตรต่อวัน (2-3 กิโลกรัมต่อบ่อต่อวัน) นอกจากนี้ยังได้พบว่าหนอนแดงที่ผลิตด้วยกากถั่วลิสงป่นเพียงอย่างเดียวจะให้ผลผลิตหนอนแดงที่มีขนาดใหญ่กว่าหนอนแดงที่ผลิตด้วยอินทรียวัตถุชนิดอื่น
ขั้นตอนสุดท้าย การควบคุมบ่อผลิต คือ การเพิ่มอาหารหรืออินทรียวัตถุและการควบคุมคุณสมบัติของน้ำในบ่อผลิต การเพิ่มอาหารหรืออินทรียวัตถุมากเกินไป จะทำ
ให้คุณภาพของน้ำเลวลงจนไม่มีริ้นน้ำจืดรุ่นใหม่มาวางไข่ และหนอนแดงที่อยู่ในบ่อก็ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้แต่ถ้าอาหารหรืออินทรียวัตถุน้อยเกินไป น้ำในบ่อผลิต
มีคุณภาพดีแต่ขาดความอุดมสมบูรณ์ก็ไม่มีริ้นน้ำจืดรุ่นใหม่มาวางไข่และหนอนแดงในบ่อก็เจริญเติบโตช้าเกินไปเพราะขาดแคลนอาหาร การเติมอาหารลงในบ่อจึงขอ
แนะนำให้เกษตรกรมือใหม่หรือผู้ที่ไม่ชำนาญพิจารณาผลผลิตร่วมกับข้อมูลต่อไปนี้ เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานคือ ใช้อาหาร 50-100 กรัมต่อตารางเมตร ทุก
3-7 วัน โดยหมักอาหารในถุงแล้วเปิดถุงทิ้งไว้ในบ่อผลิตหรือหมักอาหารที่มุมบ่อแล้วกระจายอาหารไปทีละน้อย การควบคุมคุณสมบัติของน้ำตรวจค่าความเป็นกรด
เป็นด่างอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้งแล้วปรับคุณสมับติของน้ำให้เหมาะสมอย่าให้ความเป็นกรดเป็นด่างสูงหรือต่ำเกินไป ถ้าน้ำขุ่นมากควรระบายน้ำทิ้ง 30-50
เปอร์เซ็นต์ แล้วเติมน้ำที่กรองผ่านถุงผ้าโอร่อนแก้วหรือผ้าแพลงค์ตอนให้ได้ระดับ 20-30 เซนติเมตร รักษาระดับน้ำไว้อย่าให้ต่ำกว่า 20 เซนติเมตร สำหรับศัตรูของหนอนแดงให้ใช้กระชอนหรือสวิงช้อนขึ้นเท่าที่ได้ส่วนมากมักเป็นแมลงและตัวอ่อนของแมลงปอ
การเก็บรักษาหนอนแดง
การเก็บรักษาหนอนแดงมีอยู่ 4 วิธี ดังนี้
1. การเก็บสด คือ การเก็บรักษาหนอนแดงในภาชนะที่มีน้ำจากบ่อผลิตเดิมเล็กน้อยแล้ว เติมอาหารประเภทยีสต์หรือน้ำเขียวเล็กน้อยเก็บไว้ในที่อุณหภูมิต่ำประมาณ
10-15 องศาเซลเซียสสามารถเก็บได้นานหลายวันโดยหนอนแดงยังมีชีวิตอยู่ จะมีหนอนแดงจำนวนหนึ่งซึ่งลอกคราบเป็นตัวเต็มวัย
2. การเก็บแห้ง คือ การเก็บรักษาหนอนแดงในภาชนะปิด ใช้กระดาษชำระชุบน้ำให้ชุ่มแล้วห่อหนอนแดงเก็บไว้ในที่เย็นประมาณ 10-12 องศาเซลเซียส
วิธีนี้ก็สามารถเก็บหนอนแดงไว้ได้นานหลายวันเช่นกันโดยหนอนแดงยังมีชีวิตอยู่และเปลี่ยนเป็นตัวเต็มวัยน้อยกว่าการเก็บสด
3. การแช่แข็ง คือ การเก็บรักษาหนอนแดงโดยการรวบรวมใส่ถุงพลาสติกแล้วนำไปแช่แข็ง วิธีนี้หนอนแดงจะตายหมดแต่ยังสดและมีคุณค่าทางอาหาร
เมื่อนำมาใช้เลี้ยงปลาหรือสัตว์น้ำต้องใช้ปั๊มลมช่วยพ่นอากาศให้หนอนแดงที่ตายแล้วเคลื่อนที่เป็นการหลอกสัตว์เลี้ยงที่ได้ผล
4. การแช่แข็งแบบพิเศษ คือ การเก็บรักษาหนอนแดงเพื่อส่งเป็นสินค้าออก วิธีการนี้ผู้เขียนทราบจากการสนทนากับบริษัทผู้ส่งออก โดยการรวบรวมหนอนแดงจากเกษตรกรแล้วนำมาแบ่งบรรจุ *** บห่อตามขนาดที่ต้องการส่งเข้าแช่แข็ง ซึ่งจะทำให้หนอนแดงสามารถฟื้นได้ 40 เปอร์เซ็นต์ เมื่อนำมา
ละลายน้ำ แต่หนอนแดงที่ฟื้นนี้จะไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ต่อไปได้คงเหลือปฏิกริยาของสิ่งมีชีวิตเล็กน้อย เช่น ดิ้นทำให้ปลาหรือสัตว์น้ำสนใจที่จะกินมากกว่าหนอนแดง
ที่เก็บรักษาโดยการแช่แข็งแบบธรรมดา สำหรับรายละเอียดข้อมูลในการแช่แข็งแบบพิเศษนี้ผู้เขียนตั้งใจว่าจะต้องพยายามค้นหาเคล็ดลับให้ได้และจะนำมาถ่ายทอดสู่
เกษตรกรต่อไปในอนาคต
เทคนิคที่น่าสนใจ
วิธีการผลิตหนอนแดงที่ผ่านสายตาของท่านผู้อ่านมานี้ค่อนข้างง่ายและ ไม่สลับซับซ้อนข้อมูลที่นำเสนอนี้ได้จากการทดลองในพื้นที่หลายจังหวัด ทั้งบ่อเอกชน
และบ่อของราชการในภาคกลาง ได้แก่ จังหวัดสมุทรปราการ ปทุมธานี กรุงเทพฯ และในภาคเหนือ คือ จังหวัดพิจิตร ซึ่งนับว่ายังไม่ใช่ข้อมูลที่ครอบคลุมความเป็น
จริงทั้งหมดทั่วประเทศ เพราะในแต่ละภาคย่อมมีลักษณะสภาวะแวดล้อมที่แตกต่างกัน แต่ข้อมูลเหล่านี้สามารถนำมาเป็นหลักในการประยุกต์ใช้กับสถานที่ต่าง ๆ
ได้พอสมควร การผลิตหนอนแดงด้วยวิธีนี้เป็นการเลียนแบบธรรมชาติ หรือ สร้างสภาวะสิ่งแวดล้อมที่ให้ริ้นน้ำจืดมาวางไข่ ดังนั้น ผลผลิตของหนอนแดงในแต่ละ
แห่งจึงแตกต่างกันโดยจะขึ้นกับปริมาณของริ้นน้ำจืดในธรรมชาติถึง 40 เปอร์เซ็นต์ และ 60 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือก็คือ ชนิดของอินทรียวัตถุที่ใช้และวิธีการผลิต ผู้เขียนจึงใคร่ขอเสนอเทคนิคที่น่าสนใจบางประการเพิ่มเติม เพื่อให้เกษตรกรสามารถผลิตหนอนแดงได้อย่างง่ายขึ้นอีก กล่าวคือ
1. ชนิดของอินทรียวัตถุ ในการผลิตหนอนแดงการเลือกกากถั่วควรเลือกกากถั่วลิสงเพราะให้ผลผลิตหนอนแดงสูงกว่าเนื่องจากในกากถั่วเหลืองจะมีตัวเร่งลอกคราบ
มากกว่า หนอนแดงที่ผลิตจากกากถั่วเหลืองจึงลอกคราบกลายเป็นตัวเต็มวัยเร็ว ทำให้ผลผลิตต่ำกว่าหนอนแดงที่ผลิตโดยใช้กากถั่วลิสง
2. ทำเลบ่อผลิต ผลผลิตของหนอนแดงขึ้นกับปริมาณของริ้นน้ำจืดในธรรมชาติในแหล่งที่มีริ้นน้ำจืดเป็นสัตว์ประจำถิ่นอยู่แล้วจะให้ผลผลิตของหนอนแดงสูง วิธีการ
สังเกตแหล่งของริ้นน้ำจืดคือ เป็นบริเวณที่ใกล้แหล่งน้ำเก่า หมายถึง แหล่งน้ำที่มีมานาน มีการสะสมของอินทรียวัตถุที่พื้นก้นแหล่งน้ำมีร่มไม้ หรือแนวบังลมหรือมี
เขตอับลม หรือ เขตลมสงบ ถ้าได้ทำเลลักษณะนี้คาดได้ว่าจะผลิตหนอนแดงได้ตามต้องการ
3. ปริมาณแสงแดด แสงแดดนับเป็นปัจจัยสำคัญอันหนึ่งจากการทดลองเปรียบเทียบพบว่าบ่อที่มีร่มเงาหลังคาจะไม่ให้ผลผลิต บ่อผลิตหนอนแดงจึงควรอยู่กลางแจ้ง
ได้รับแสงแดดเต็มที่ตลอดวัน
4. การถ่ายน้ำ บ่อผลิตหนอนแดงไม่สนใจกับการถ่ายน้ำมากนัก ยกเว้นเมื่อน้ำมีคุณสมบัติเลวมาก จากประสบการณ์พบว่าสิ่งสำคัญคือการเติมน้ำ รักษาระดับน้ำไว้ไม่ให้
ต่ำกว่า 20 เซนติเมตร
5. การใช้มูลสัตว์ เกษตรกรบางท่านสนใจการผลิตหนอนแดงด้วยปุ๋ยคอก เช่น มูลไก่ มูลสุกร มูลโค มูลกระบือ มูลค้างคาว ฯลฯ ปัจจุบันพบว่าการผลิตหนอนแดงด้วย
ปุ๋ยคอกจะได้ผลผลิตต่ำกว่าการใช้อินทรียวัตถุถึง 16 เท่า นั่นย่อมหมายถึงการขาดทุนหรือสิ้นเปลืองแรงงาน เวลา สถานที่ โดยใช่เหตุ

การใช้ประโยชน์จากหนอนแดง
หนอนแดงเป็นอาหารธรรมชาติประเภทสัตว์ที่สามารถนำไปใช้อนุบาลสัตว์น้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง เพราะหนอนแดงสดประกอบไปด้วยธาตุอาหารธรรมชาติ
ที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง จึงได้มีการนำหนอนแดงไปใช้ประโยชน์อย่างแพร่หลาย เช่น
- การเลี้ยงปลาสวยงาม ปลาตู้ หรือปลาสวยงาม ถ้าให้อาหารจำพวกหนอนแดง ปลาจะมีสีสดใสสวยงาม
- การอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน จะทำให้อัตรารอดและอัตราการเจริญเติบโตของสัตว์น้ำสูง
นอกจากนี้มีการนำหนอนแดงไปใช้ประโยชน์อีกอย่างหนึ่งที่ค่อนข้างจะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำ เพราะกุ้งกุลาดำเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่
สำคัญของไทย สามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศชาติมหาศาล การนำประโยชน์จากหนอนแดงไปใช้ก็คือเป็นตัวเร่งในการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ 1 เดือนแรก โดยปกติ ชาวกุ้ง
ไทยยอมรับว่า ห่วงโซ่อาหารธรรมชาติมีความสำคัญต่อการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ ซึ่งการเลี้ยงกุ้งสมัยแรก ๆ การเลี้ยงกุ้งได้พึ่งพิงห่วงโซ่อาหารธรรมชาติมาแล้วทั้งสิ้น จนเมื่อ
ถึงช่วงเกิดโรคไวรัสระบาดซึ่งมีการใช้เคมีภัณฑ์ต่าง ๆ เพื่อกำจัดพาหะฯ และศัตรูกุ้งปริมาณและสายพันธุ์ธรรมชาติจึงได้ลดน้อยลงหรือหายไปทำให้วิธีการเลี้ยงกุ้ง
ช่วงเดือนแรกแปรเปลี่ยน ยุ่งยาก และเกิดปัญหาต่อเนื่อง
แต่ในภาวะที่ธุรกิจเริ่มเข้าสู่ภาวะแข่งขัน และชาวกุ้งไทยเราต้องปรับตัวครั้งใหญ่ ทั้งการผลิตผลผลิตกุ้งคุณภาพ ปลอดภัยต่อผู้บริโภคถูกสุขอนามัยด้วยแนวทาง
การผลิตที่ไม่ก่อผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อม และที่สำคัญคือต้องลดต้นทุนการเลี้ยงให้ต่ำ เพื่อพร้อมที่จะคงอยู่อย่างยั่งยืนในอนาคตจึงได้มีการทดลองใช้ประโยชน์
จากหนอนแดง เพื่อสร้างห่วงโซ่อาหารตามธรรมชาติ ต่อการเลี้ยงกุ้งระยะ 1 เดือนแรก โดยกุ้งจะได้ประโยชน์ ดังนี้
1. หนอนแดง มีคุณค่าทางอาหารสูงเหมาะสมแก่การเป็นแหล่งอาหารแก่การเลี้ยงกุ้งระยะ 1 เดือนแรก โดยเฉพาะการเป็นตัวเร่ง ให้แก่กุ้งระยะ 3-14 วันแรก ทำให้กุ้ง
โตเร็วไซซ์เสมอ อัตรารอดสูง สามารถเลี้ยงต่อเนื่องได้ง่าย พลาดยาก และหากปรับการให้อาหารระยะก่อนเช็คยอได้ดีพื้นบ่อจะอยู่ในสภาพดี การเลี้ยงต่อเนื่องจะได้ผล
ดีมาก
2. การเตรียมอาหารธรรมชาติโดยเน้นหนอนแดงเป็นหลักนี้ เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งทั่วไปสามารถทำได้ไม่ยากและต้นทุนต่ำ
3. ใช้เป็นอาหารเสริมแก่พ่อแม่พันธุ์กุ้งโดยการอัดเม็ดร่วมกับเนื้อปลา
4. ใช้เป็นอาหารเสริมแก่ลูกกุ้ง ระยะ 4 วันขึ้นไป โดยการปล่อยลูกกุ้งแบบกั้นคอก
หมายเหตุ ข้อ 3,4 เป็นการใช้ประโยชน์จากหนอนแดง กรณีแช่แข็ง
จากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้จะเห็นได้ว่าหนอนแดงเป็นห่วงโซ่อาหารธรรมชาติที่มีคุณค่าอย่างยิ่งต่อการเพราะเลี้ยงสัตว์น้ำของบ้านเราในปัจจุบัน ฉะนั้นเกษตรกรท่านใด
ที่สามารถนำหนอนแดงไปประยุกต์ใช้กับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของท่านโดยเน้นการผลิตให้ได้คุณภาพต้นทุนต่ำ และที่สำคัญต้องไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ข้าพเจ้ามีความ
เชื่อมั่นเหลือเกินกว่าสิ่งเหล่านี้จะทำให้ธุรกิจการงานด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของท่านประสบผลสำเร็จ อย่างแน่นอน


เอกสารอ้างอิง

สันทนา ดวงสวัสดิ์ใ 2523. หนอนแดง. วารสารการประมง 33 (2) : 215 - 218 วารสารสัตว์น้ำ ปีที่ 13 ฉบับที่ 155 ประจำเดือนกรกฎาคม 2545.
สำรวย เสร็จกิจ. 2532. การผลิตหนอนแดงในบ่อซีเมนต์. คู่มือเกษตรกรฉบับที่ 8 งานผลิตอาหารธรรมชาติ กลุ่มวิจัยอาหารสัตว์น้ำ สถาบันประมงน้ำจืดแห่งชาติ กรมประมง 12 หน้า.
โดย: RoF (เจ้าบ้าน ) [24 ก.ค. 49 13:45] ( IP A:58.9.145.38 X: )

คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน