บ้านโป่งที่พ่อเล่าฟัง
   ในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง อำเภอบ้านโป่งจัดว่าเป็นอำเภอที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์อำเภอหนึ่ง เพราะเป็นที่ตั้งของจุดเริ่มต้นหลักกิโลเมตรที่ศูนย์ของการก่อสร้างทางรถไฟสายสันติภาพ ไทย-พม่า(สายมรณะ) คือ " ชุมทางหนองปลาดุก " ชุมทางลำเลียงวัสดุและเชลยศึกสำหรับก่อสร้างทางรถไฟ และเป็นที่ตั้งค่ายพักเชลยศึก หนึ่งในสามค่ายพักเชลยศึกที่สำคัญ คือ " ค่ายเชลยศึกวัดดอนตูม " คนไทยในสมัยก่อนผู้ที่รับรู้เรื่องราวของเหตุการณ์สมัยสงครามโลกครั้งที่สองที่กองทัพญี่ปุ่นเข้ามาสร้างทางรถไฟสายไทย-พม่า และสามารถถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆที่จำความได้ในสมัยนั้นได้ ถ้ามีชิวิตอยู่จนถึงปัจจุบันอายุก็ไม่น่าจะต่ำกว่า 75 ปี คุณพ่อของผมก็เป็นหนึ่งในจำนวนนั้น คุณพ่อมีพี่น้องทั้งหมด 6 คน ชาย 3 หญิง 3 คุณพ่อเป็นคนที่ 4 ป้าคนโตเกิดที่ประเทศจีน ไม่เคยเห็นหน้าเพราะไม่ได้ตามคุณปู่คุณย่ามาเมืองไทย จำความได้ก็เห็นแต่หน้าป้าคนเล็ก เพราะถัดจากป้าคนโตทุกคนเกิดที่บ้านโป่ง คุณพ่อเกิดวันที่ เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2470 ชีวิตในวัยเด็กก็เที่ยวเล่นตามประสาวัยรุ่นในสมัยนั้น เช่น เล่นน้ำที่แม่น้ำแม่กลองในสมัยนั้นน้ำใสสะอาดจนสามารถลืมตาในน้ำได้ มองเห็นฝูงปลาว่ายผ่านไปมา พออายุย่างเข้า14 ปี เดินทางเข้ากรุงเทพเพื่อไปหัดเป็นช่างตัดเย็บเสื้อผ้า แถวบริเวณวงเวียน 22 กรกฎา อยู่ได้ประมาณ 1 ปี ก็เกิดสงครามโลกครั้งที่สอง กลับมาที่บ้านโป่ง ช่วยคุณปู่ คุณย่า ทำสวนปลูกผัก เลี้ยงหมูแถวบริเวณ โรงไฟฟ้าเก่า (ปัจจุบันก็คือบริเวณหลังสถานีดับเพลิงเทศบาลเมืองบ้านโป่ง) ช่วงนั้นราวต้นปี พ.ศ.2485 ทหารญี่ปุ่นเข้ายึดร่างกุ้งของพม่าได้แล้ว พร้อมกับร่างโครงการก่อสร้างรถทางรถไฟสายไทย-พม่า เพื่อประโยชน์ทางด้านการทหารและเศรษฐกิจ และได้มีการเจรจาระหว่างฝ่ายไทยกับญี่ปุ่นหลายรอบ ประมาณปลายเดือนมิถุนายน พ.ศ.2485 ทหารเชลยศึกผิวขาวเข้าใจว่าเป็นชาวอังกฤษออกเดินทางจากมลายูผ่านทางรถไฟสายใต้มาลงที่สถานีหนองปลาดุก ทหารญี่ปุ่นได้ก่อสร้างโรงเรือนที่พักทหารญี่ปุ่น และค่ายพักเชลยศึกบริเวณวัดดอนตูม เชลยศึกเป็นชาวผิวขาวดังกล่าวจำนวนกว่า 3,175 คน ตามหลักฐานหนังสือ บก.สูงสุด 1.13/20 ที่จังหวัดราชบุรีได้ทำหนังสือถึงกระทรวงมหาดไทย ดังนี้
ศาลากลางจังหวัดราชบุรี
วันที่ 30 มิถุนายน 2485
เรื่อง การเคลื่อนไหวของทหารญี่ปุ่น
จาก คณะกรรมการจังหวัดราชบุรี
ถึง ปลัดกระทรวงมหาดไทย
อนุสนธิหนังสือจังหวัดที่ 6713/2485 ลงวันที่ 30 มิถุนายน 2485 เรื่องจำนวนเชลยผิวขาวซึ่งทหารญี่ปุ่นนำมาไว้ที่ค่ายพักบริเวณวัดดอนตูม ตำบลบ้านโป่ง อำเภอบ้านโป่ง รวมทั้งสิ้น 2,500 คน มาเพื่อทราบแล้วนั้น
บัดนี้ได้รับโทรศัพท์นายอำเภอบ้านโป่งที่ 2463 ลงวันที่ 30 มิถุนายน 2485 ว่า วันนี้เวลา 8.50 น. ทหารญี่ปุ่น 15 นาย ได้ควบคุมเชลยผิวขาวประมาณ 675 คน โดยทางรถไฟจากแหลมมลายู มาลงที่สถานีรถไฟบ้านโป่ง และได้นำไปพักที่ค่ายพักบริเวณวัดดอนตูม ตำบลบ้านโป่ง อำเภอบ้านโป่ง ขณะนี้จึงมีเชลยผิวขาวที่อำเภอบ้านโป่ง รวมทั้งสิ้น 3,175 คน จึงเรียนมาเพื่อทราบ
ขอแสดงความนับถือ อย่างสูง
จอน สาริกานนท์
ต่อมาในเช้าวันที่ 5 กรกฎาคม 2485 หลักหมุดต้นแรกก็ถูกตอกลงที่สถานีหนองปลาดุก เป็นการเริ่มต้นการก่อสร้างรถไฟสายประวัติศาสตร์ ไทย-พม่า ในช่วงเจรจากับฝ่ายไทย ญี่ปุ่นมักฉวยโอกาสเริ่มงานก่อนโดยไม่รอผลของการเจรจา อย่างเช่น การสร้างสถานีหนองปลาดุก ได้มีการถางต้นผลไม้ของชาวบ้านในบริเวณนั้นเป็นบริเวณกว้าง จนนายอำเภอบ้านโป่งในสมัยนั้นต้องมาเจรจาไกล่เกลี่ยให้ฝ่ายญี่ปุ่นชดใช้ค่าเสียหาย ไร่ละ 50 บาท และมักเกิดปัญหาอย่างเดียวกันกับทุกที่ที่ทหารญี่ปุ่นเข้าไปก่อสร้างค่ายเชลยศึก ที่สถานีหนองปลาดุกมีกรรมกรไทยเข้าใจว่าคงเป็นชาวนาในละแวกนั้นมาทำงานที่สถานีหนองปลาดุก ต้องทำงานตั้งแต่ 8 โมงเช้า พักทานอาหารกลางวัน 1 ชั่วโมง เลิกงานเวลาประมาณ 5 โมงเย็น จ่ายค่าจ้างเป็นรายวันๆละ 80 สตางค์ และมีการจ้างกรรมกรจากจังหวัดใกล้เคียงมาเสริม เช่น ราชบุรี นครปฐม สุพรรณบุรี เพชรบุรี อีกด้วย

โดย: ลูกหลานบ้านโป่ง [28 ก.ค. 47 23:50] ( IP A:203.150.217.112 X: )
Add to Facebook  Add to Twitter  Add to Multiply  Add to Google  Add to Blogger  Add to Live
ความคิดเห็นที่ 1
   สถานีหนองปลาดุกดินแดนประวัติศาสตร์

โดย: บ้านโป่งที่พ่อเล่าให้ฟัง [28 ก.ค. 47 23:54] ( IP A:203.150.217.112 X: )
ความคิดเห็นที่ 2
   ในช่วงนี้เองคุณพ่อมีโอกาสได้เข้าออกค่ายทหารญี่ปุ่นบริเวณวัดดอนตูม ซึ่งจะต้องตื่นแต่เช้าประมาณตี 4 ทุกวันพร้อมกับน้องชายคุณพ่อ เพื่อนำเศษอาหารที่ทหารญี่ปุ่นกินเหลือในค่าย ซึ่งมีเป็นจำนวนมากเพื่อนำมาเป็นอาหารสำหรับเลี้ยงหมู โดยอาศัยการเดินทางด้วยเท้าเปล่าจากบ้านบริเวณโรงไฟฟ้าเก่า มายังค่ายทหารญี่ปุ่น ก่อนเข้าค่ายทหารจะมีการฉีดสเปรย์ฆ่าเชื้อตั้งแต่หัวจรดเท้าทุกคนที่ผ่านออกเข้าค่าย ไม่ยกเว้นแม้แต่ทหารญี่ปุ่น คุณพ่อเข้าออกค่ายจนได้ปลอกแขนอนุญาตให้เข้าค่ายได้ จากนายทหารญี่ปุ่น เรื่องปลอกแขนอนุญาตเข้าค่าย เป็นที่ต้องการของชาวบ้านคนไทยในสมัยนั้นถึงขนาดมีการปลอมปลอกแขนกัน ใครที่ถูกจับได้ก็จะถูกทหารญี่ปุ่นทำโทษ ช่วงที่อยู่ในค่ายทหารสายตาของคุณพ่อได้เห็นภาพทหารชาวผิวขาวที่เสียชิวิตถูกหามใส่เปลทุกวันๆละ 2-3 ศพ เพื่อนำไปฝังฝั่งตรงข้ามด้านค่าย (หลังสำนักงานเทศบาลบ้านโป่งในปัจจุบัน ) ความเข้มงวดของทหารชาวญี่ปุ่นนี่เอง ทำให้เกิดเหตุการณ์ประวัติศาสตร์น้ำผึ้งหยดเดียวที่ค่ายเชลยศึกวัดดอนตูม เรียกว่า เหตุการณ์บ้านโป่ง (Banpong Event) ในคืนวันที่ 18 ธันวาคม 2485 สามเณรลูกวัดท่านนึงได้เดินทางไปมนัสการเจ้าอาวาสวัดดอนตูม ระหว่างทางได้เจอเชลยศึกคนนึง เข้ามาขอบุหรี่กับสามเณร สามเณรก็ยื่นบุหรี่ให้ ทหารญี่ปุ่นเห็นพอดี ไม่พอใจ ก็เดินเข้ามาตบหน้าสามเณรล้มคว่ำไปกับพื้น กรรมกรไทยในค่ายที่เห็นเหตุการณ์ดังกล่าวไม่พอใจกับการกระทำของทหารญี่ปุ่น ถือว่าเป็นการลบหลู่พระพุทธศาสนา ยิ่งเป็นการตบหน้าด้วยแล้วคนไทยถือมาก เลยพาพรรคพวกประมาณยี่สิบกว่าคนไปประท้วงกับนายทหารญี่ปุ่น และรับปากว่าจะแจ้งให้ผู้ใหญ่ทราบในวันรุ่งขึ้น ในคืนวันนั้นเองก็เกิดความชุลมุนวุ่นวายเมื่อทหารญี่ปุ่นจำนวนหนึ่งถืออาวุธปืนขั้นไปบนศาลาและกราดยิง คนไทยที่อยู่บนศาลาแตกกระเจิงวิ่งหนีคมกระสุนกันไปคนละทิศละทาง กรรมกรไทยไม่มีอาวุธ ก็อาศัยจอบ เสียม ต่อสู้กับทหารญี่ปุ่น พอดีกับนายทหารญี่ปุ่นและนายอำเภอบ้านโป่งเดินทางมายังวัดดอนตูม และเข้าระงับเหตุการณ์ในครั้งนี้ ปรากฏว่ามีทหารญี่ปุ่นและคนไทยตายจำนวนหนึ่ง เป็นเหตุให้ทหารญี่ปุ่นโกรธแค้นยกพวกบุกล้อมโรงพักสถานีตำรวจบ้านโป่ง และเปิดฉากต่อสู้ยิงกัน เหตุการณ์ที่กล่าวมาทั้งหมดดังกล่าวทำให้กรรมกรไทยหนีจ่ายค่ายหมด ต้องอาศัยกรรมกรไทยจากจังหวัดอื่นเข้ามาทำงานแทน และเป็นเรื่องร้ายแรงที่กระทบถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับญี่ปุ่น และการก่อสร้างรถไฟเชื่อมไทยกับพม่า ถึงขนาด จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนขึ้นมาคณะหนึ่ง สุดท้ายผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ทั้งหมดถูกนำขึ้นศาลทหารที่กรุงเทพ ในปีต่อมา วันที่ 10 มิถุนายน 2486 สามเณรลูกวัดถูกตัดสินประหารชีวิต ความผิดฐานติดต่อกับเชลย ยุยงกรรมกรไทยให้ต่อสู้กับทหารญี่ปุ่น แต่จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิต ส่วนจำเลยที่เป็นกรรมกรให้จำคุกตลอดชีวิต ฐานเสพสุรามึนเมา ชักชวนกรรมกรคนอื่นๆให้จับอาวุธสู้กับทหารญี่ปุ่นเป็นเหตุให้ทหารญี่ปุ่นถึงแก่ความตายและบาดเจ็บ รัฐบาลไทยได้มอบเงินชดเชย 80,000 บาทแก่ครอบครัวทหารญี่ปุ่นที่เสียชีวิต แต่ฝ่ายญี่ปุ่นได้บริจาคเงินจำนวนดังกล่าวคืนแก่ฝ่ายไทย และนี่ก็เป็นเสี้ยวหนึ่งของประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เกี่ยวข้องกับบ้านโป่งของเรา ส่วนการสร้างทางรถไฟเสร็จสิ้นเชื่อมต่อระหว่างไทยกับพม่าในปีถัดไปเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2486 ขอรำลึกถึงอดีตเชลยศึกที่ได้เสียชีวิตในครั้งนี้และมีส่วนช่วยทำให้การสร้างทางรถไฟได้สำเร็จลงด้วยดีกลายเป็นตำนานทางรถไฟสายประวัติศาสตร์จนถึงทุกวันนี้

โดย: ลูกหลานบ้านโป่ง [28 ก.ค. 47 23:58] ( IP A:203.150.217.112 X: )
ความคิดเห็นที่ 3
   น่าสนใจมาก ๆ เลยครับ เคยได้ฟังเรื่องเล่าจากคุณแม่เหมือนกัน สมัยก่อนคุณแม่ก็อยู่บ้านโป่ง แล้วผมก็เกิดที่บ้านโป่งด้วยครับ อยากให้เล่าอีกเยอะๆ ครับ
โดย: ลูกหลานบ้านโป่งเช่นกัน [29 ก.ค. 47 1:19] ( IP A:192.38.74.200 X: )
ความคิดเห็นที่ 4
   ลองถามผู้ใหญ่ให้ทีว่า นพ.วัลลภ ไทยเหนือ อดีตปลัด สธ.เป็นอะไรกับ ผอ.รพ.บ้านโป่ง คนแรกที่นามสกุลเดียวกันครับ

ผมอยากทราบครับ
โดย: https://come.to/banpong [29 ก.ค. 47 10:37] ( IP A:203.172.117.67 X: )
ความคิดเห็นที่ 5
   คุณหมอวัลลภ ไทยเหนือ เป็นบุตรชายของ คุณหมอมะลิ ไทยเหนือ อดีต ผอ.รพ.บ้านโป่งครับ
โดย: คนบ้านโป่ง [29 ก.ค. 47 13:51] ( IP A:64.110.74.244 X: )
ความคิดเห็นที่ 6
   รู้สึกดีใจกับคุณ ลูกหลานชาวบ้านโป่ง(ผู้เขียนเรื่อง) และเสียใจและเสียดายกับลูกหลานชาวบ้านโป่งในปัจจุบัน โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในหน่วยงานภาครัฐ ไม่ได้ให้ความสำคัญกับจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์ของการสร้างทางรถไฟสายนี้ โดยสนับสนุนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวของไทย เราอยากเห็นภาพทั้งลูกหลานชาวญี่ปุ่นในปัจจุบันมาเที่ยวเมืองไทย รวมทั้งชาวต่างชาติ และลูกหลานชาวไทย แวะชมสถานีรถไฟหนองปลาดุก แวะชมค่ายพักเชลยศึกวัดดอนตูม แล้วค่อยต่อไปยังจุดปลายทาง นั่นคือ สะพานข้ามแม่น้ำแคว แค่นี้แหละก็จะมีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามาบ้านโป่งเงินก็จะไหลเข้าท้องถิ่นของเรา เสียดายสถานที่ทั้งสองแห่งในปัจจุบันเหลือเพียงแค่ตำนานในหน้าหนังสือเท่านั้นเอง
โดย: คนบ้านโป่ง [29 ก.ค. 47 14:11] ( IP A:64.110.74.244 X: )
ความคิดเห็นที่ 7
   

โดย: ร่วมด้วยช่วยกัน [29 ก.ค. 47 14:59] ( IP A:203.150.217.112 X: )
ความคิดเห็นที่ 8
   คุณพ่อได้มาเปิดร้านตัดเย็บเสื้อผ้า บริเวณปากทางถนนประชานิยม(ซอยกลาง) สมัยที่ตลาดบ้านโป่งยังเป็นบ้านไม้ ช่วงนั้นทหารฝ่ายสัมพันธมิตรเปิดฉากโจมตีทางอากาศไม่ว่าจะเป็นสถานีรถไฟหนองปลาดุก เสียงดังกึกก้องพสุธา ช่วงนั้นคุณแม่อยู่ห้วยกระบอกอายุประมาณ 10 ขวบ เล่าให้ฟังว่าตอนกลางคืนจะเห็นแสงประกายไฟของลูกระเบิดและปืนจากเครื่องบิน แต่ไม่ต้องวิ่งหนีหลบภัยเพราะไกลจากเป้าหมายโจมตีของฝ่ายสัมพันธมิตร คือ บ้านโป่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่สถานีรถไฟหนองปลาดุก ส่วนที่สถานีรถไฟบ้านโป่งก็ไม่รอดพ้นจากการถูกโจมตี เหมือนกัน ตู้ขบวนรถไฟโดนกระสุนจากปืนเจาะทะลุเป็นรู หรือแม้แต่ต้นไม้ใหญ่แถววัดท่ามะเดื่อ ที่เป็นเป้าหมายการโจมตีเรือญี่ปุ่นในบริเวณนั้น แต่พลาดเป้าโดนแถวริมตลิ่ง คุณพ่อยังไปดูร่องรอยของการถูกโจมตีที่วัด เห็นต้นใหม่ขนาดใหญ่ หักสองท่อนไม่มีชิ้นดี ชีวิตคนไทยสมัยนั้นดูๆไปทั้งเสี่ยงภัยทั้งตื้นเต้นต้องคอยฟังสัญญาณเตือนภัยทางอากาศและต้องคอยหลบหลุมภัย ซึ่งอยู่บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอบ้านโป่ง ซึ่งทางการได้สร้างไว้ให้ชาวบ้านใช้หลบภัยจากกระสุนปืนกล บ้างครั้งในตอนกลางคืนต้องลุกตื้นขึ้นมาหลายครั้ง เมื่อได้ยินเสียงหวอเตือนภัย หรือแม้แต่กลางวัน กำลังนั่งทานข้าวกับพี่น้องได้ยินเสียงหวอ ต้องวิ่งหนีไปหลุมหลบภัย สำรับอาหารกระจายเกลื่อน แถมหลุมหลบภัยสร้างแบบเนื้อที่จำกัด ทุกคนวิ่งหนีแบบไม่คิดชีวิตเหยียบหัวกันไปเหยียบหัวกันมา เมื่อปลอดภัยแล้วกลับมาที่บ้าน สำรับอาหารก็โดนเจ้าหนูตัวน้อยๆกำลังจัดการอย่างเอร็ดอร่อย วันที่ญี่ปุ่นประการยอมแพ้สงคราม มีทหารชาวญี่ปุ่นที่เป็นลูกค้าคุณพ่อได้มาหาที่ร้าน เล่าเรื่องการพ่ายแพ้สงครามของประเทศตนเองต่อสัมพันธมิตร พร้อมกับหลั่งน้ำตารับกับชะตากรรมที่เกิดขึ้น หลังจากที่ฝ่ายสัมพันธมิตรได้ทิ้งระเบิดปรมาณูที่เมืองฮิโรชิมา และนางาซากิ เป็นการปิดฉากสงครามโลกครั้งที่ 2 และลัทธิจ้าวโลกล่าอาณานิคมตลอดกาล
โดย: ลูกหลานบ้านโป่ง [30 ก.ค. 47 9:23] ( IP A:203.150.217.115 X: )
ความคิดเห็นที่ 9
   เสียดายนะที่บ้านโป่งมีนักเขียนและเสียสละเวลา อย่างคุณ"ลูกหลานบ้านโป่ง"น้อยไปนิด หรืออาจจะเป็นเพราะข้อจำกัดวัยของนักเขียนการเข้าเล่นอินเตอร์เนตมีน้อย ไม่งั้นเราคงมีเรื่องดีๆเกี่ยวกับบ้านโป่งในอดีตมาให้อ่านกันอีกมากมาย เพราะเราดูแล้วผู้เขียนไม่เห็นได้อะไร จากการทำแบบนี้เป็นเรื่องเสียเวลาเสียแรงงานแต่ก็สละเวลามาเขียนให้พวกเราได้อ่่านกัน แม้แต่นักหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นเขายังต้องมีค่าใช้จ่ายในการเขียนข่าวทำข่าว ในฐานะเป็นคนเก่าคนแก่ที่พอจะรู้เรื่องคอมพิวเตอร์บ้างนิดหน่อย ขอปรบมือให้กำลังใจเขียนเรื่องดีดีมาให้เราชาวบ้านโป่งได้อ่านกันอีก
โดย: ชาวบ้านโป่งแท้ [10 ก.ย. 47 14:00] ( IP A:202.129.44.34 X: )
ความคิดเห็นที่ 10
   บรรยากาศริมตลิ่งหน้าวัดท่ามะเดื่อ ต.สวนกล้วย อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ในปัจจุบันไม่มีร่องรอยสงครามโลกให้เห็นเลยแม้แต่น้อย เหลือแต่ความเงียบสงบ และสวยงามของสายน้ำแม่กลอง

โดย: บรรพบุรุษรุ่นสงคราม [11 ก.ย. 47 15:28] ( IP A:203.150.217.111 X: )
ความคิดเห็นที่ 11
   ได้อ่านแล้ว ทำให้เห็นคุณค่าของ บ้านโป่ง มากขึ้นอีกเยอะเลยครับ ขอบคุณสำหรับการเล่าให้ฟังน่ะครับ หวังว่าเราคงได้อ่านเรื่องดีๆ จากคุณอีกน่ะครับ ขอบพระคุณครับ
โดย: เด็กตลาด [15 ก.ย. 47 19:06] ( IP A:203.150.217.116 X: )
ความคิดเห็นที่ 12
   วันที่ 15 สิงหาคม 2488 เป็นวันที่ญี่ปุ่นแพ้สงคราม ทหารญี่ปุ่นที่ประจำอยู่ในประเทศไทยถูกฝ่ายพันธมิตรปลดอาวุธ จนถึงเดือนธันวาคม 2488 นับได้ 112,580 คน และคนญี่ปุ่นที่ไม่ใช่ทหารถูกแยกขังที่บางบัวทองแยกจากพวกทหาร ตัวแทนจากสหประชาชาติได้เดินทางมาที่กาญจนบุรี เมื่อวันที่ 6 และวันที่ 9 มิถุนายน 2489 ซึ่งในวันดังกล่าวยังมีทหารญี่ปุ่นทำงานบนทางรถไฟสายไทย-พม่าอยู่อีก โดยที่สถานีหนองปลาดุกมี 113 คน สถานีโคกหม้อ 17 คน สถานีบ้านโป่งใหม่ 526 คน สถานีลูกแก 51 คน ตลอดสถานีจนไปสุดปลายทางที่ประเทศพม่าที่สถานี นิเก รวมทหารญี่ปุ่นจำนวนทั้งสิ้น 8,887 คน พวกทหารญี่ปุ่นแทบจะไม่มีงานอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันทำ ได้แต่ช่วยงานดูและรถไฟของกองกำลังติดอาวุธ และงานจิปาถะในที่พัก บางคนถึงขนาดมีเวลาว่างหัดเล่นไพ่นกกระจอก หมากรุก กองทหารติดอาวุธที่ 2 ยังอยู่ในสภาพเหมือนตอนก่อนสงครามเลิก ส่วนกองดูแลทางรถไฟติดอาวุธเข้มแข็งขึ้น ทำการอารักขาทั้งกลางวันและกลางคืน ราวกับไม่ใช่กองทหารญี่ปุ่นที่แพ้สงคราม และที่ฝ่ายสัมพันธมิตรยอมให้กองดูแลทางรถไฟที่ยังเหลืออยู่ติดอาวุธเช่นนี้ ก็เพราะกลัวขโมยและการก่อกวนของชาวบ้านแถบนั้นซึ่งมีเหตุการณ์ต่างๆนานา และก็นำมาซึ่งโศกนาฏกรรมในความสูญเสียกับครอบครัวของชาวบ้านโป่งครอบครัวหนึ่งซึ่งผมรู้จักดี เขาเล่าว่าหลังจากญี่ปุ่นแพ้สงครามแล้ว คุณพ่อของเขาได้เข้าไปในค่ายทหารวัดดอนตูมเพื่อดูแลและยืนยันทรัพย์สินของตนเองที่ทหารญี่ปุ่นจะต้องทิ้งไว้หลังพ่ายสงคราม แต่ทหารญี่ปุ่นได้เข้าใจผิดคิดว่าเป็นขโมย เลยใช้ปืนยิงไปที่เท้ากระสุนแฉลบโดนกระเพาะปัสสวะ ต้องพาไปปฐมพยาบาล ซึ่งการแพทย์ในสมัยนั้นก็คงเทียบไม่ได้กับสมัยนี้ ยังไม่ทันถึงมือคุณหมอ ท่านก็เสียชีวิตระหว่างทางสร้างความเศร้าโศกสลดให้กับครอบครัวของเป็นอย่างยิ่ง ทุกวันนี้ร่างของท่านนอนสงบพักผ่อนชั่วนิรันดร อยู่ที่สุสานคริสต์ข้างโรงพยาบาลซานคามิลโล ตราบจนถึงทุกวันนี้ กว่า 58 ปีมาแล้ว ทางรถไฟสายไทย-พม่า ถูกโอนให้ฝ่ายไทยเป็นผู้ดูแลจัดการเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ.2489 กองทหารญี่ปุ่นถอนกำลังออกไปราวเดือนตุลาคม 2489 หลังจากนั้นอังกฤษได้บอกขายทางรถไฟสายไทย-พม่า ในเขตไทยให้แก่ไทย รัฐบาลไทยตกลงรับซื้อทันที โดยจ่ายเงินจำนวน 1.25 ล้านปอนด์ ให้แก่รัฐบาลอังกฤษ รัฐบาลไทยคงเส้นทางหนองปลาดุก-ท่าเสา(ปัจจุบันคือสถานีน้ำตก) ระยะทาง 130.6 กิโลเมตรไว้ ซึ่งปัจจุบันการรถไฟแห่งประเทศไทยได้จัดทำเป็นทางรถไฟสายน้ำตก ส่วนทางรถไฟทางด้านของพม่านั้นถูกยกเลิกตลอดสาย
โดย: ลูกหลานบ้านโป่ง [7 พ.ย. 47] ( IP A:203.150.217.111 X: )
ความคิดเห็นที่ 13
   ผมเข้าใจว่ายังมีเรื่องดีดีและเรื่องไม่ดี ของความทรงจำของชาวอำเภอบ้านโป่งเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ได้เล่าให้ลูกหลานได้ฟังอยากให้ใครที่ได้ฟังเรื่องดังกล่าวของบรรพบุรุษของตัวเอง เข้ามาโพสต์เล่าเรื่องดังกล่าวให้พวกเราชาวเนตได้รับรู้กัน
โดย: ชาวเนต [7 พ.ย. 47 14:21] ( IP A:203.121.141.237 X: )
ความคิดเห็นที่ 14
   ขอบคุณมาก กำลังรำฤกพอดี พ่อคุณเอ๊ย!
โดย: คนเคยรักบ้านโป่ง&รักอยู่ [22 ก.พ. 48 23:38] ( IP A:61.90.9.103 X: )
ความคิดเห็นที่ 15
   เรี้องเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่2นั้นคนไทยเรากำลังจะลึม กันหมดแล้ว เพราะคนไทยเราเป็นคนลืม ง่าย เมืองไทยเรานี้มีประวัติที่ดีๆอีกมากที่ลูกหลาน ของเราที่อยังไม่รู้ สาเหตุมาจากโลกและสังคมมันเจริญเร็วเกินไป จึงทำให้ลูก หลานไม่ค่อยใด้อยูู่ใกล้ชิดกับ ปู่ ย่า ตา ยายฺ มัวแต่ไปดูกาตูน เล่นเกม จนคิดว่าประวัติศาสนั้นอยู่แต่ในหนังสือคิดว่าอยากรู้เมื่อไหร่ก็เปิฺดอ่าน เขาไม่รู้ถึง ความลำบากว่ากว่าจะได้มานั้นยากขนาดไหน ดิฉันคนหนึ่ง ที่มีความภูมิใจมากที่ ได้เกิดมาเป็นลูกของ คุณพ่อ เวียง เจิมเครือ ขณะนี้พ่อก็ยังอยู่ท่านอายุ 86 กว่า
ปีแล้วพ่อได้ไปสงครามอินโดจีนพ่อเล่าว่าไปรบที่ เขมร อยู่หลายเดือนพอกลับจากเขมร
ก็ไปที่จังหวัดประจวบอีกเพราะทหารญีปุ่นเขามาในเมืองไทย ตอนนั้นคิดว่าคงจะเป็นต้นๆของสงครามโลกครั้งที่2แล้วนะ พ่อเล่าให้ฟังเรื้องกันสู้รบนั้นลำบากมากทั้งการกินและการที่ต้องคอยระวังตัว พ่อมีความภูมิใจ
ที่พ่อได้เป็นทหาร จนถึงขณะนี้ถ้าฉันถามถึงว่าตอนไปสงครามว่าเป็นยังไงบ้าง ฉันสังเกตุเห็น
สายตาพ่อดีใจและอยากจะเล่าเรื้องที่ผ่านมาให้ฟังพอพ่อได้เล่าแล้วดูพ่อภูมิใจที่ได้รับใช้ชาติ
โดย: ชาวบ้านมะขาม อ.บ้านโป่ง [27 ก.พ. 48 14:21] ( IP A:61.90.64.32 X: )
ความคิดเห็นที่ 16
   อยากฟังรายละเอียดจากคุณชาวบ้านมะขามอีก ช่วยถามคุณพ่อเวียงให้เล่าเรื่องสมัยสงครามกับความผูกพันเกี่ยวข้องกับบ้านโป่งว่าเป็นอย่างไรบ้าง
โดย: ชาวบ้านโป่ง [3 มี.ค. 48 13:46] ( IP A:203.113.67.40 X: )
ความคิดเห็นที่ 17
   กระทู้ที่เกี่ยวข้อง https://www.pantown.com/board.php?id=1607&name=board1&topic=178&action=view
โดย: ลูกบ้านโป่ง [7 มี.ค. 48 16:38] ( IP A:203.113.67.36 X: )
ความคิดเห็นที่ 18
   ขอบคุณนะคะที่คุณได้มาอ่านกระทู้ของฉันและสนใจเกี่ยวกับคำบอกเล่าของคุณพ่อฉัน ฉันไม่ได้ อยู่กับคุณพ่อทุกวันหรอกค่ะเดือนหรือสองเดือนถึงจะได้ไปเยี่อมท่านครั่งหนึ่ง เอาไวถ้ามีโอกาส เหมาะๆฉันก็จะถามท่านอีก เพราะที่บ้านฉันมีคนอยู่กันเยอะเวลาถามถึงตอนออกรบทีไรชอบมีคน มาแซว ว่าพูดถึ่งเรื่องรบๆเริบๆกันอีกแล้วก็เลยคุยไม่ถนัดฉันอยากรู้ให้มากๆเหมือนกันแหละค่ะ ครั่งก่อนอยังเล่าอยังไม่หมด พ่อเล่าอีกว่าพอพ่อกลับจากเขมรก็กลับมาที่ราชบุรีทางค่ายก็ให้ลง ไป
โดย: ชาวบ้านมะขาม [8 มี.ค. 48 14:00] ( IP A:61.90.64.47 X: )
ความคิดเห็นที่ 19
   ที่จังหวัดประจวบชีรีขันอีกพ่อบอกว่าญีปุ่นเขามาที่นั้น แล้วก็ไปกับพวกทหารญีปุ่นไปที่ชายแดน ไทยติดกับประเทศพม่าไปตั่งทับอยู่ที่นั้นไปยึดไดัค่ายของพม่าแลัวก็เขาไปอยู่ที่ค่ายของมันนั้นแหละ พ่อบอกว่าพวกมันคงอยู่กันนานแล้วเพราะว่าดูจากของที่พวกมันปลูกไวมีแแยะมีพริกต้นพริกสูงมาก เวลาจะเก็บพริกทีเอามือเอื้อมเก็บไม่ถึงพ่อบอกต้องตัดกิ่งลงถึ่งได้กินพริกเพราะต้นมันสูงมาก ฟักทองก็เหมื่อนกันพ่อบอกว่าต้นมันเลื้อยขึ้นไปลูกฟักทองไปออกอยู่บนยอดต้นไผ่ลูกไหญ่มาก
โดย: ชาวบ้านมะขาม [8 มี.ค. 48 14:25] ( IP A:61.90.64.47 X: )
ความคิดเห็นที่ 20
   และเล่าเรื่อง ไปล่าหมูป่าบนเขาได้หมูตัวหนึ่งแล้วเอามาต้มยำกินกันพ่อบอกว่าหมูตัวหนึ่งทำแล้วต้มยำได้ตั่งสามปี๊ป แน่ะหมูตัวใหญ่มากกินกันทั้งกองเลย ดูอาการที่พ่อเล่าดูเขาสนุกมากพ่อยิ้มอย่างดีใจเหมื่อนเพึ่ง ผ่านเห็นการมา ฉันบอกว่าพ่อเล่าแค่นี้ก่อนก็ได้ดูพ่อเหนื่อยแล้วนอนพักผ่อนก่อนเถอ แต่พ่อยัง อยากเล่าอีกและเล่าเรื่องไปอาบน้ำระหว่างไปลาดตระเวรไปเจอน้ำตกอยู่ที่ซอกเขา น้ำใสมากแต่ทรายที่นั่นเป็นสีดำทรายละเอียดมากๆพ่อบอกว่าต่อมาที่นั่นแหละที่เขาเจอ ทองกันที่เขาเรียกกันว่าทองปราณบุรีไงพ่อบอกว่าพ่อก็ได้มาเหมื่อนกันแหละแต่ไม่รู้หายไปใหนหมดแล้ว
โดย: ชาวบ้านมะขาม [8 มี.ค. 48 14:53] ( IP A:61.90.64.47 X: )
ความคิดเห็นที่ 21
   สวัสดีจ้ะไม่รู้ว่ามีใครได้อ่านกระทูุ้็ฉันบ้างหรื่อเปล่าตอนนี้ฉันมีข่าวมาบอกนะคะจะมาเล่าต่อว่าทองที่ว่าทองที่ว่าหายไปหาไม่เจอนั่นตอนนี้พ่อได้พบแล้วฉันเพิ่งไปบ้านมาเมื่อเดือนกันยา๔๘นี่เองน้องสาวมาบอกว่า นี่มาดูซิ พ่อเขาบอกว่า นี่คือทองที่เขาได้มาจากตอนที่เขาไปเป็นทหารน่ะเขาบอกว่ามี๓ก้อนแต่ตอนนี้หาได้ก้อนเดียว ฉันเลยบอกว่าไม่้ตอ้งเล่าแล้วฉันรู้หมดแล้วพ่อเล่าให้ฟังแล้วฉันเลยขอเขามาดูมันเป็นคล้ายๆก้อนหินแต่เบาในเนื้อหินมีทองแดงมากเป็นเส้นๆถ้าเคาะแร็งๆจะออกมาเป็นขูยๆสีอ่อนและเข้มพ่อบอกว่าถ้าเอาไปหลอมมันจะแยกละลายได้ ไม่รู้จะจริงหรือเปล่าก้อนเท่ากำมือ แต่พออีกอาทิตหนึ่งผ่านไปพ่อก็หาเจออีก๒ก้อนครบอย่างเขาพูดไวเลยตอนนี้ก็อยู่ที่บ้านเขานั้นแหละ ฉันคิดว่าถ้าเมื่อไหรถ้ามีที่ไหนเขามีงานเททองหล่อพระพุทธรูปก็ไปใส่ให้เขาๆได้บุญนั้นไป
โดย: คนบ้านมะขาม [15 ต.ค. 48 11:55] ( IP A:61.91.242.144 X: )
ความคิดเห็นที่ 23
   MSN I NIIPET
<a href="https://msn.com">MSN</a>
โดย: Bill [14 พ.ค. 50] ( IP A:210.131.1.45 X: )
ความคิดเห็นที่ 24
   รู้ประวัติเยอะดีคะ*-*-*-*-*-*-
โดย: เด็กเรียน [29 พ.ค. 50 21:23] ( IP A:203.172.58.204 X: )
ความคิดเห็นที่ 25
   รักและเคารพคะ*-*-**-*-*-*-*-*-*/////----****

โดย: รักแว่น [29 พ.ค. 50 21:28] ( IP A:203.172.58.204 X: )
ความคิดเห็นที่ 26
   ได้ความรู้เยอะและได้รู้ประวัติ ขอบคุนคะ

โดย: เด็กเรียนดี [29 พ.ค. 50 21:30] ( IP A:203.172.58.204 X: )
ความคิดเห็นที่ 27
   ขอบคุณสำหรับสาระดีๆๆนะคะ
หนูก็เป็นเด็กบ้านโป่งเหมือนกันค่ะ
พอดีครูให้เข้ามาค้นหางานเรื่องสงครามโลกที่เกิดขึ้นที่บ้านโป่ง
แล้วได้เจอเนื้อหานี้ ขอบคุฯมากนะคะที่ทำให้หนูได้มีเนื้อหารายงานที่น่าสนใจไปส่งคุณครู
เนื้อหาน่าสนใจและก็ได้รู้ประวัติสงครามโลกด้วยค่ะ
เข้ามาแล้วได้ความรู้เยอะเลย
โดย: เด็กบ้านโป่ง [1 พ.ย. 50 18:52] ( IP A:203.113.67.37 X: )
ความคิดเห็นที่ 40
   ผมก็เป็นคนหนองปลาดุกคนนึงครับ....ถึงแม้ว่าผมจะอยู่คนละเหตุการณ์แต่เรื่องราวหลายๆอย่างที่คุณปู่คุณย่าท่านเล่าให้ผมฟังมีมากมายเกี๋ยวกับหมู่บ้านนี้ครับ..สมัยนั้นคุณปู่ก็อายุสิบกว่าขวบท่านบอกว่าชาวบ้านเดือดร้อนมาก ถ้ามีเสียงหวอดังก็ต้องรีบวิ่งลงหลุมหลบภัย..เอาข้าวเม่าอมใส่ปากไว้กินแก้หิวเพราะไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้ขึ้นมา...
ถ้าฝนตกหลุมชื้นบางทีก็มีงูอยู่ข้างในหลุมกัดชาวบ้านเสียชีวิตก็หลายลาย..เพื่อนๆปูตอนนั้นยังเด็กก็ไปขุดเอาระเบิคที่ด้านไปเล่นเพราะไม่รุ้
ระเบิดกระจายเลยคนละทิศทางก็มี... แต่มีอยู่อย่างหนึ่งครับที่ขำถ้าระเบิดลงญี่ปุ่นจะหลบหนีออกจากค่ายครับ แต่คนไทยจะวิ่งเข้าไปในค่าย(ค่ายญี่ปุ่น)เพื่อไปขโมยของครับ 5555+ ..หมู่บ้านนี้ยังมีล่องราอยของสงครามมากมายครับ ทั้งอุโมงหลบระเบิดที่ญี่ปุ่นสร้างไว้.หรืออาวุธต่างๆในสมัยนั้น ซึ่งทางวัคหนองปลาดุกได้กำลังสร้างพิพิทภัณฑ์สงครามโลงครั้งที่สองอยู่ครับ
โดย: คนหนองปลาดุก [24 เม.ย. 52 16:26] ( IP A:168.120.112.34 X: )
ความคิดเห็นที่ 41
   รู้เยอะมากๆๆเลยนะค่ะขอบคุนมากๆๆเลยค่ะ
โดย: นรากร [18 พ.ค. 55 21:35] ( IP A:125.25.123.122 X: )
ความคิดเห็นที่ 42
   รู้เยอะมากๆๆเลยนะค่ะขอบคุนมากๆๆเลยค่ะ่้ี
โดย: นรากร [18 พ.ค. 55 21:35] ( IP A:125.25.123.122 X: )
ความคิดเห็นที่ 43
   ย่าจะชอบเล่าเรื่องในอดีตให้ฟังในสมัยที่อยู่บ้านโป่ง ตอนเด็ก ๆ (สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2) ก็เลยอยากรู้สิ่งที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น
โดย: kinon [14 ต.ค. 55 11:51] ( IP A:49.49.127.28 X: )
ความคิดเห็นที่ 44
   ขอบคุณสิ่งดี ๆ ที่แบ่งปัน...ได้รู้อะไรเพิ่มมากขึ้น...และจะติดตามต่อนะคะ
โดย: kinon [14 ต.ค. 55 11:54] ( IP A:49.49.127.28 X: )
ความคิดเห็นที่ 45
   ได้เจอกระทู้นี้โดยบังเอิญเพราะกูเกิลพามา ขอบคุณทุกเรื่องราวครับโดยเฉพาะเรื่องเหตุการณ์ที่บ้านโป่งซึ่งผมรู้เรื่องนี้แบบจำกัดจำเขี่ยมาก มาได้คนพื้นที่เล่าให้ฟังรู้สึกดีมากครับ

ผมก็เคยได้ฟังเรื่องเล่าลักษณะนี้จากปากของคุณตาท่านนึงซึ่งท่านเป็นลูกเรือของเรือหลวงสงขลาในวันที่เกิดยุทธนาวีที่เกาะช้างระหว่างเรือรบไทยกับเรือรบฝรั่งเศส (ประมาณ 9 เดือนก่อนญี่ปุ่นโจมตีเพิร์ลฮาเบอร์และบุกไทยวันเดียวกัน) คือตอนแรกไปงานแต่งงานเพื่อนภรรยาที่ จ.จันทบุรี แล้วไปเห็นบ้านที่จัดงานมีธงราชนาวีขึงที่หน้าต่างก็เลยถามเจ้าสาวว่าทำไม เขาก็บอกว่าตาหนูเคยเป็นทหารเรือ แกอยู่ในเรือสงขลาวันที่ยิงกับฝรั่งเศส เข้าไปถามแกซิ เดี๋ยวแกก็เล่าให้ฟัง ก็เข้าไปยกมือไหว้ท่าน บอกว่าคุณตาครับผมอยากฟังเรื่องนี้ครับ ท่านชื่อคุณตาทองย้อย สินสมุทร ตอนแรกแกก็บอกว่าก็ไม่มีอะไรหรอก วันนั้นก็กายบริหารอยู่บนดาดฟ้าเรือ พอยามเห็นเครื่องบินลาดตระเวณข้าศึกผู้การก็เลยสัั่งยิง ไม่มีอะไรๆ ตอนแรกดูเหมือนไม่ยอมเล่าแต่พักเดียวครับเครื่องติด คราวนี้ยาวเลยครับ 555+ คาดว่านิตยสารสารคดีคงเคยมาสัมภาษณ์แกแน่เพราะเล่าเหมือนเปี๊ยบยกเว้นที่บอกว่าเพื่อนท่านโดนระเบิดไส้ออกมากองแล้วท่านเหยียบไส้เพื่อนลื่นล้ม ต้องโกยไส้ทิ้งทะเล กับเรื่องโดดน้ำสละเรือแล้วว่ายน้ำไปขึ้นเกาะช้าง กว่าจะเจอบ้านชาวบ้านขอข้าวขอน้ำกินก็เที่ยงเข้าไปแล้ว หลังจากนั้นไม่กี่เดือนท่านก็มาประจำป้อมพระจุล ได้อยู่ในเหตุการณ์วันที่ญี่ปุ่นบุกไทย ท่านก็เป็นพลประจำปืน 1 ในป้อมปืนเสือหมอบซึ่งเกือบได้ยิงกับเรือญี่ปุ่นที่ผ่านปากน้ำเข้ามา

เห็นเจ้าสาวเล่าว่าไปอนุสาวรีย์ยุทธนาวีเกาะช้างทีไรได้มีคนมามุงดูแกเล่าประจำครับ ส่วนผมรู้สึกยินดีมากๆ ที่ได้ฟังเรื่องราวจากบรรพชนนักรบไทยที่ยังมีชีวิตอนอยู่แต่ไม่ทราบตอนนี้ท่านเป็นยังไงบ้างแล้วนะครับเพราะผ่านมาเกือบสิบปีแล้ว
โดย: nuttanart [28 ต.ค. 55 19:32] ( IP A:27.130.228.241 X: )
ความคิดเห็นที่ 46
   ขอบคุณสำหรับเรื่องราวประวัติความเป็นมาในอดีตจะได้นำไปเล่าให้เด็กๆฟัง เคยได้ยินคุณย่าเล่าให้ฟังบ้าง วันนี้ตั้งใจจะหาประวัติอำบ้านโป่งไปเล่าให้ลูกบังเอิญเจอกระทู้นี้ขอบคุณมากนะคะที่แบ่งปันเรื่องราวให้เด็กรุ่นหลังๆได้ทราบ
โดย: ลูกหลานชาวบ้านโป่ง [5 ก.ค. 56 23:38] ( IP A:223.207.17.39 X: )
ความคิดเห็นที่ 47
   กราบขอบคุณท่านเจ้าของกระทู้ ผู้เล่าเรื่องราว บังเอิญ ผมกำลังค้นหาข้อมูล นายอำเภอบ้านโป่ง สมัยโน้นพอดี เพื่ออยากจะติดตามหาคุณอาผู้หญิง คือ...เรื่องมันยาว ผมเพิ่งรู้ข่าวเมื่อสัก เมษายน ที่ผ่านมาว่า มีญาติ ที่เกิดอยู่ บางตาล จังหวัดราชบุรี (คุณพ่อผมเกิด พ.ศ.2468 มีน้องชาย 1 คน และ น้องสาว 1 คน) ข้อมูลนี้เพิ่งทราบว่า อากล-อาม่า ผมสมัยนั้นท่านอพยพมาจากประเทศจีน มาขึ้นฝั่งที่ จ.ราชบุรี ได้มาปลูกผัก เลี้ยงเป็ด อยู่บางตาล ในสมัยนั้น (ยึดจากปีเกิดคุณพ่อผม 2468) ซึ่งความเป็นอยู่ คงลำบากมาก จึงได้ "โอนลูกสาว" (อาผู้หญิงของผม) ให้เป็นลูกบุญธรรมนายอำเภอ ในสมัยนั้น ซึ่งไม่ทราบว่า ปัจจุบันท่านยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ มีความเป็นอยู่อย่างไร มันเป็นเรื่องยากมากๆ เพราะข้อมูลผมมีเท่านี้จริงๆ คือที่รู้ข้อมูลเพรา คุณพ่อผมท่านได้บวชพระมา 38 พรรษาแล้ว และท่านได้ ละสังขารเมื่อ 28 มีนาคม 2556 ที่ผ่านมา แล้วคณะสงฆ์ สูกๆ และ คณะศิษย์ ได้ร่วมกันเขียนประวัติท่าน และก็ยากอีก เพราะท่านเป็นคนจีน ที่ผ่านมา ท่านก็ได้บันทึกเป็นภาษาจีนเป็นส่วนใหญ่ ส่วนเรื่องราวก็จะเป็นคำบอกเล่าซะมากกว่า ขอให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกนีด คือ อากงชื่อ นายยิด แซ่โง้ว อาม่า ชื่อ นางกกเงี้ยว แซ่ก๊วย พ่อผมชื่อนายอาฮ้อ แซ่โง้ว น้องชายพ่อชื่อนายเหลียงไฮ้ แซ่โง้ว น้องสาวพ่อ (คสที่ผมกำลังหาข้อมูลเพื่อติดตาม) ไม่ทราบชื่อ ที่อยู่) มีข้อมูลแต่ว่า พอท่านเกิดมา อากง-อาม่า ก็ได้โอนไปเป็นลูกบุญธรรม นายอำเภอ สมัยนั้น และข้อมูลที่ผมหา ก็บังเอิญมาเจอเวปนี้ และได้ได้เนื้อที่ โดยวิสาสะ ต้องขออภัยทุกท่านมา ณ. ที่นี้ด้วย หากมีข้อมูล หรือ ท่านเจ้าขอเวป อนุญาต ผมชื่อ นายเสกสรรค์ ศตเบญญา โทร. 081-6014999 ผมอยู่ จ.เลย ...ขอบคุณครับ
โดย: hiwaycomp@hotmail.co.th [17 ก.ค. 56 16:07] ( IP A:1.1.233.219 X: )
ความคิดเห็นที่ 48
   ขออนุญาต วางอีกอันครับ ขอบคุณ

โดย: hiwaycomp@hotmail.co.th [18 ก.ค. 56 9:04] ( IP A:1.1.238.49 X: )
คลิก เพื่อเปลี่ยนกลับไปแสดงความคิดเห็นแบบเดิม

ชื่อไฟล์รูปห้ามมีอักขระพิเศษ เช่น (#),(<),(>),(&) เป็นต้นค่ะ
ชื่อ / e-mail :    แทรกไอคอนน่ารักๆในข้อความ
e-mail :
ส่งอีเมลทุกครั้งที่มีการตอบกระทู้       (ใส่ Email เมื่อต้องการให้ส่ง Email เมื่อมีคนมาโพสในกระทู้)


CAPTCHA code



คลิกที่นี่เพื่อกลับหน้าบ้าน